 |
|
สันติ วิลาสศักดานนท์
|
นอกจากนี้ ในวันที่ 10-12 เม.ย.นี้ จะมีการประชุมสุดยอดอาเซียนและประเทศคู่เจรจา (อาเซียนบวก 3 และอาเซียนบวก 6) ในฐานะที่ไทยเป็นเจ้าภาพในการจัดงาน จึงต้องรักษาความปลอดภัยเกิน 100%
ด้านนายพรศิลป์ พัชรินทร์ ตนะกุล กรรมการรองเลขาธิการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เอกชนต้องการให้ปัญหาความขัดแย้งเลิกไปเลย ไม่ต้องการให้เกิดความรุนแรงหรือยืดเยื้อ เนื่องจากมีแต่ความเสียหาย ซึ่งสิ่งที่รัฐบาลต้องเร่งปฏิบัติ คือ การบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก
กรณีการทุบรถยนต์นายกรัฐมนตรี จะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของการประชุมอาเซียน เนื่องจากงานในครั้งนี้จะมีบุคคลสำคัญเดินทางเข้ามาร่วมประชุม เช่น เลขาธิการองค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) เลขาธิการที่ประชุมว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (อังค์ถัด) เป็นต้น
ดังนั้น หากมีปัญหาจะกระทบกับภาพลักษณ์ของประเทศ รัฐบาลจึงต้องป้องกัน อย่าให้ความขัดแย้งส่งผลกระทบต่อการจัดงานประชุม
ด้านนายสมมาต ขุนเศษฐ รองเลขาธิการส.อ.ท. กล่าวว่า ปัญหาทางการเมืองขณะนี้ ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศโดยตรง เนื่องจากนักธุรกิจและนักลงทุนขาดความเชื่อมั่นต่อประเทศไทย ส่งผลให้โอกาสในการรับคำสั่งซื้อใหม่จากคู่ค้าใหม่หายไป เพราะสถานการณ์ทางการเมืองแบบนี้ ลูกค้าใหม่จากต่างประเทศจะกังวลเรื่องการส่งมอบสินค้ามากที่สุด
นายสมมาต กล่าวว่า ในมุมมองของนักลงทุน หรือนักธุรกิจต่างชาติ และภาคเอกชน ค่อนข้างจะให้ความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลชุดนี้ ว่าจะสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ดำเนินต่อไปได้ และก็เชื่อมั่นในทุกๆ รัฐบาลที่ผ่านมา เพราะทราบว่าที่ผ่านมารัฐบาลอยู่ไม่ได้เป็นเพราะปัญหาทางการเมือง
ดังนั้น รัฐบาลต้องดูแลการชุมนุมเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงอย่างจริงจัง หากเกิดการฝ่าฝืนกฎหมายต้องรีบดำเนินการอย่างเด็ดขาด แต่ต้องไม่ใช้ความรุนแรง เพื่อให้นักธุรกิจต่างชาติมั่นใจว่าการเคลื่อนไหวนี้รัฐบาลควบคุมได้
(ที่มา : หนังสือพิมพ์โพสทูเดย์, วันที่ 9 เมษายน 2552)