News
 

Current Articles | Archives | Search

Wednesday, April 08, 2009
'ไออาร์พีซี' ตัดพ้อโงหัวไม่ขึ้น ชี้ปัจจัยค่าการกลั่น/ส่วนต่างราคาน้ำมันดิบ-กับสำเร็จรูปแคบไม่จูงใจ
By admin @ 11:21 AM :: 662 Views
 
 
'ไออาร์พีซี' ตัดพ้อโงหัวไม่ขึ้น ชี้ปัจจัยค่าการกลั่น/ส่วนต่างราคาน้ำมันดิบ-กับสำเร็จรูปแคบไม่จูงใจ
โรงกลั่น"ไออาร์พีซี" ปรับแผนการกลั่นน้ำมันใหม่ ลดกำลังการผลิตน้ำมันลงกว่าครึ่ง ชี้ปัจจัยค่าการกลั่น และส่วนต่างของราคาน้ำมันดิบกับน้ำมันสำเร็จรูปแคบไม่จูงใจ ไตรมาส 2 เพิ่มกำลังการผลิตได้หรือไม่ ต้องรอดูแนวโน้มราคาน้ำมันปรับตัวขึ้น ส่วนการลงทุนปรับปรุงคุณภาพน้ำมันยูโร 4 รอความชัดเจนนโยบายรัฐบาลในอีก 1-2 เดือนนี้
ดร.ไพรินทร์ ชูติถาวร กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด(มหาชน)(บมจ.) ผู้ดำเนินธุรกิจโรงกลั่นและปิโตรเคมีครบวงจร เปิดเผยกับ"ฐานเศรษฐกิจ"ว่า จากสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลงค่อนข้างมากนับตั้งแต่ปลายปี 2551 จนมาถึงขณะนี้นั้น ได้ส่งผลให้โรงกลั่นน้ำมันไออาร์พีซี ที่มีกำลังการผลิต 220,000 บาร์เรลต่อวัน ต้องมาปรับแผนการกลั่นน้ำมันใหม่ เนื่องจากราคาน้ำมันดิบกับราคาน้ำมันสำเร็จรูปมีราคาใกล้เคียงกัน โดยราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสอยู่ที่ระดับ 50 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล ราคาน้ำมันเบนซิน ออกเทน 95 อยู่ที่ 57 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล น้ำมันดีเซล 55 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อและน้ำมันเตาอยู่ที่ 40 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล

ประกอบกับเศรษฐกิจอยู่ในภาวะชะลอตัว ทำให้ปริมาณการใช้น้ำมันปรับตัวลดลง ที่สำคัญค่าการกลั่นอยู่ในระดับต่ำกว่า 6 ดอลลาร์สหรัฐฯ ส่งผลให้โรงกลั่นไออาร์พีซีในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา จำเป็นต้องลดกำลังการผลิตน้ำมันลงกว่าครึ่งหนึ่งหรือเฉลี่ยอยู่ที่100,000 บาร์เรลต่อวัน จากปกติกำลังการกลั่นเฉลี่ยของปีก่อนจะอยู่ที่180,000 บาร์เรลต่อวัน ทั้งนี้ เพื่อไม่ให้โรงกลั่นประสบปัญหาการขาดทุน เนื่องจากราคาผลิตภัณฑ์น้ำมันบางตัวกลั่นมาแล้วราคาจำหน่ายต่ำกว่าน้ำมันดิบ เช่น น้ำมันเตา จึงทำให้กลั่นน้ำมันเท่าที่พอจะมีกำไรอยู่ได้บ้าง เมื่อเฉลี่ยค่าการกลั่นของน้ำมันทุกผลิตภัณฑ์แล้ว

ส่วนจะเพิ่มกำลังการกลั่นให้ขึ้นไปมากกว่านี้หรือเท่ากับปีที่แล้วได้เมื่อใดนั้น คงต้องรอดูสถานการณ์ราคาน้ำมันในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ว่าจะเป็นอย่างไร เพาะหากราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้นไปอยู่ในระดับ 60-70 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล ก็อาจจะเพิ่มกำลังการกลั่นได้ ซึ่งจะต้องดูความแน่นอนของราคาน้ำมันว่าจะเป็นอย่างไร

ดร.ไพรินทร์ กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีการลงทุนในโครงการปรับปรุงประสิทธิภาพโรงกลั่นน้ำมันตามมาตรฐานยูโร 4 ที่จะมีผลบังคับใช้ในปี 2555 นั้น ขณะนี้กำลังรอความชัดเจนนโยบายของรัฐบาลว่าจะออกมาอย่างไร ในอีก 1-2 เดือนนี้ เพราะจะต้องดูว่าทางค่ายรถยนต์จะสนองรับกับนโยบายนี้ด้วยหรือไม่ เนื่องจากมีผลกระทบต่ออุตสาหกรรมรถยนต์โดยรวม ที่อาจจะต้องลงทุนในการผลิตรถยนต์ที่สูงขึ้น

อย่างไรก็ดีหากมีการทบทวนนโยบายใหม่หรือให้มีการแลกเปลี่ยนน้ำมันระหว่างโรงกลั่นกันได้ เนื่องจากขณะนี้ได้มีโรงกลั่นไทยออยล์และโรงกลั่นบางจาก ได้ดำเนินการไปแล้ว ในขณะที่โรงกลั่นที่เหลืออีก 4 แห่งอาจไม่จำเป็นต้องไปลงทุนเพิ่มเติม เพราะต้องใช้เงินจำนวนมาก หากสามารถแลกเปลี่ยนน้ำมันกันได้น่าจะเป็นทางออกที่ดีกว่า เพราะหากทุกโรงกลั่นลงทุนทั้งหมดแล้ว จะทำให้ประเทศต้องส่งน้ำมันคุณภาพดีออกไปจำหน่าย ในราคาที่เท่ากับคุณภาพน้ำมันที่ต่ำกว่า ที่สำคัญประเทศแถบเพื่อนบ้านยังไม่มีประเทศใดใช้มาตรฐานนี้ หากต้องลงทุนทำมาตรฐานนี้เท่ากับว่าเป็นการลงทุนที่เปล่าประโยชน์

ทั้งนี้ หากรัฐบาลกำหนดให้แลกเปลี่ยนน้ำมันกันได้ ในกลุ่มของบริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน)(บมจ.) ก็ได้มีการตกลงกันแล้วว่าจะให้มีการแลกเปลี่ยนน้ำมันระหว่างโรงกลั่นกัน ขณะที่น้ำมันคุณภาพที่ใช้อยู่ปัจจุบัน ทางบมจ.ไออาร์พีซี กำลังศึกษาตลาดอยู่ว่าจะส่งออกไปประเทศใด ซึ่งไม่น่ามีปัญหา

ดร.ไพรินทร์ กล่าวเสริมว่า จากผลของการลดกำลังการกลั่นน้ำมันลงครึ่งหนึ่งนี้ ได้ส่งผลให้กำลังการผลิตปิโตรเคมีของบมจ.ไออาร์พีซี ต้องลดลงตามไปด้วย จากปกติจะมียอดการผลิตอยู่ที่ 1 ล้านตันต่อปี เนื่องจากวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตปิโตรเคมีจะมาจากโรงกลั่นไออาร์พีซีโดยตรง เมื่อวัตถุดิบลดลงทำให้การผลิตปิโตรเคมีต้องลดลงตาม แต่อย่างไรก็ตาม จากภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซาอยู่ในเวลานี้ ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อยอดการจำหน่ายปิโตรเคมีของบมจ.ไออาร์พีซีแต่อย่างใด เนื่องจากตลาดส่งออก 60 % จะอยู่ในแถบประเทศเอเชีย ที่สำคัญตลาดในภูมิภาคนี้ยังมีความต้องการเม็ดพลาสติกอีกมาก โดยเฉพาะตลาดใหญ่ในประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน

(ที่มา : หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ, วันที่ 8 เมษายน 2552)
Comments
 
Copyright © 2008 reserved by Petrichemical Industry Club.
Power by Bighead.co.th