อนาคตของปั๊ม ปตท. สร้างมูลค่าเพิ่มกับเครือข่าย PTT

|
ธุรกิจค้าปลีกน้ำมันในประเทศไทยต้องยอมรับว่า ใครที่มี สายป่านเงินหนาจะสามารถอยู่ในธุรกิจนี้ได้นานที่สุด วันนี้ของธุรกิจค้าปลีกน้ำมันจึงมีเพียงผู้เล่นในตลาดเพียงไม่กี่ราย และบางรายจากที่เคยเป็น เบอร์ 1 ก็กลับกลายเป็นเกือบๆ จะรั้งท้าย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ถือเป็นบริษัทน้ำมันของคนไทยที่ยกระดับตัวเองในธุรกิจค้าปลีกน้ำมัน จนวันนี้กลายเป็นบริษัทค้าปลีกน้ำมันที่มีส่วนแบ่งทางการตลาดสูงสุดที่ร้อยละ 35.7
เมื่อรวมกับสถานีบริการน้ำมันเจ็ท (JET) ที่ ปตท.เข้าไปซื้อกิจการเมื่อปี 2550 ด้วยสถานีบริการน้ำมันที่มีอยู่รวม 1,140 แห่ง มียอดขายน้ำมันเฉลี่ยในปี 2550 อยู่ที่ 358,000 ลิตร/เดือน ยอดขายปรับเพิ่มขึ้นในปี 2551 เป็น 435,000 ลิตร/เดือน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 20 หลังราคาน้ำมันดิ่งลงในช่วงปลายปี 2551 ผู้บริโภคหันกลับมาใช้รถยนต์มากขึ้น ดันยอดขายแบบทิ้งสถิติเดิมไปอยู่ที่ 465,000 ลิตร/เดือน
ระยะ 3 ปั๊ม ปตท.
บริษัท ปตท.ได้พัฒนาธุรกิจค้าปลีกน้ำมันอย่างจริงจังในปี 2548 โดยวางเป้าหมายว่า ในปี 2548-2549 จะเป็นการสร้าง "brand" โดยการผนึกรวมเอาร้านสะดวกซื้อ "เซเว่นอีเลฟเว่น" เข้ามาให้ผู้ใช้ติดภาพ หากจะเติมน้ำมันแล้วสามารถหาซื้อของได้ต้องที่สถานีบริการน้ำมัน ปตท. มาถึงปี 2550-2551 เป็นช่วง "ยกระดับมาตรฐาน" มีตัวชี้วัดคุณภาพของสถานีบริการ ทุกครั้งที่ผู้ใช้เข้ามาเติมน้ำมันจะมีแบบประเมินชี้วัดจากผู้ใช้บริการเพื่อนำมาปรับการบริการให้ดีขึ้น
และเป้าหมายในปี 2552-2554 คือ "นวัตกรรมกับการสร้างมูลค่าเพิ่ม" ด้วยการจับมือกับพันธมิตรในหลากหลายประเภทเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก มีทั้งการให้บริการทางการเงินผ่านสถาบันการเงินต่างๆ เช่น ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ธนาคารออมสินและธนาคารธนชาต มี food interbrand เข้ามา และในอนาคตจะมีการพัฒนา network อื่นเข้ามาด้วย เช่น ร้าน Cockpit มาเสริมในสถานีบริการ
สำหรับประเภทสถานีบริการน้ำมันของ ปตท.ในวันนี้แบ่งเป็น 1)แบบ standard 2)แบบ platinum 3)แบบ PTT park คือ สถานีบริการน้ำมันแบบในสวนที่เน้นความร่มรื่น มีความสะดวกที่ครบครัน ด้วยบริการต่างๆ ที่เข้ามาเสริมใน PTT park หรือที่เรียกกันว่า "ปั๊มไฮโซฯ" ถือเป็นสถานีบริการที่พยายามเร่งขยาย และในเดือนมิถุนายนนี้จะเปิด PTT park สาขาล่าสุดในอำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี ที่นอกเหนือจากการเป็นรูปแบบสถานีบริการ PTT park แล้ว ยังบวกรวมเรื่องของ CSR (corporate social responsibility) เข้าไปด้วย
นายปรัชญา ภิญญาวัธน์ ประธาน เจ้าหน้าที่บริหารอุตสาหกรรมปิโตรเลียม ขั้นปลายและรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ธุรกิจการตลาดขายปลีก บริษัท ปตท. กล่าวถึงทิศทางของสถานีบริการน้ำมันของ ปตท.ว่า เริ่มจากการเน้นขายน้ำมันเป็นหลัก ในระยะถัดมาเราเริ่มนำ nonoil เข้ามา ระยะที่ 3 มองว่าจะใส่อะไรเข้าไปในสถานีบริการก็ได้ที่ตรงตามความต้องการของลูกค้า เป้าหมายของบริษัท ปตท.ได้เปลี่ยนไปจากเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาด เพราะได้ผ่านระยะนั้นแล้ว ไม่จำเป็นต้องไปแย่งแชร์
E-order and E-payment
สำหรับทิศทางของสถานีบริการน้ำมัน ปตท.ในปีนี้ นายวิทยา หวังจิตรารักษ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ การตลาดขายปลีก กล่าวว่า สำหรับธุรกิจอื่นๆ ไม่แน่ใจว่า วิกฤตเศรษฐกิจในปัจจุบันจะกระทบมากน้อยอย่างไร แต่สำหรับ ปตท.ยังมองว่า "เป็นโอกาส"
เรายังเชื่อว่า ธุรกิจค้าปลีกน้ำมันในปีนี้ยังจะมาจาก nonoil เป็นหลัก จึงจำเป็นต้องขยายร้านสะดวกซื้อเซเว่นอีเลฟเว่นเพิ่มเติม และยังต้องมีอย่างอื่นเข้ามาเสริม เช่น lube zone ที่มีความเป็นมืออาชีพอาจจะมีรายได้อยู่ที่ 100,000 บาท/เดือน เมื่อบวกรวมกับธุรกิจอื่นๆ ในสถานีบริการน้ำมันแล้วถือว่าธุรกิจนี้ยังน่าสนใจ ขณะนี้จึงมีลูกค้าสนใจที่จะเข้ามาทำธุรกิจสถานีบริการน้ำมันกับ ปตท. และในสถานการณ์แบบนี้จะเน้นขายน้ำมันเป็นเงินสดไม่ขายแบบเงินเชื่อ ลดขายปลีก เน้นกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อ
นายวิทยาได้กล่าวย้ำถึงการลงทุนเพื่อขยายสถานีบริการน้ำมันภายใต้แบรนด์ ปตท.ว่า นอกจากต้องมีที่ดิน ต้องมีเงินแล้ว วันนี้ยังต้องมีความเป็นมืออาชีพประกันไว้ด้วย หากพิจารณาแล้วดีลเลอร์ไม่ดี เราจะไม่ลงทุน ที่สำคัญจากนี้จะปรับลูกค้าเข้าสู่ยุคอนาคต เป็น E-order และ E-payment ที่จะเริ่มนำร่องในปีนี้ เช่น ลูกค้าที่ สั่งซื้อน้ำมันไม่ต้องเดินทางเพื่อโอนเงิน ผ่านธนาคาร แต่เราจะเชื่อมต่อกับธนาคารแบบตัดบัญชีได้ทันที
(ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ, วันที่ 26 มีนาคม 2552) |