News
 

Current Articles | Archives | Search

Wednesday, October 20, 2010
เวทีนโยบาย: การปรากฏตัวของ “เครือข่ายนักวิชาการมาบตาพุด”
By AdminFtipc @ 9:14 AM :: 695 Views
 

โดย...กมล สุกิน 
       
       ในรอบสองเดือนที่ผ่านมา มีปรากฏการณ์ที่เป็นข่าวเล็กๆ แต่น่าสนใจมากสองเหตุการณ์ที่โดยเนื้อหาสาระแล้วเป็นเรื่องเดียวกัน การเกิดเครือข่ายนักวิชาการต่อกรณีมาบตาพุด
       
       นับเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่ค่อยเห็นได้บ่อยครั้งที่บรรดานักวิชาการจะลุกขึ้นมาแสดงบทบาทฐานะนักวิชาชีพตัวเองต่อประเด็นปัญหาสังคมซึ่งเรียกได้ว่า “กำลังร้อน” ในจังหวะที่การตัดสินใจทางการเมืองในเรื่องนี้กำลังดำเนินอยู่อย่าง “น่าจับตา”
       
       เครือข่ายแรกชื่อ “ศูนย์เฝ้าระวังสิ่งแวดล้อมและสุขภาพภาคประชาชน” เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อ 6 กันยายน นำทีมโดย ศ.ดร.มิ่งสรรพ์ ขาวสะอาด ผู้อำนวยการแผนงานสร้างเสริมการเรียนรู้กับสถาบันอุดมศึกษาไทยเพื่อการพัฒนานโยบายสาธารณะที่ดี (นสธ.) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อีกเครือข่ายชื่อ “เครือข่ายนักวิชาการเพื่อเสริมสร้างความรู้ให้กับประชาชนในพื้นที่มาบตาพุด” นำทีมโดย ดร.สมฤดี นิโครวัฒนยิ่งยง แห่งสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ยังไม่ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการ
       
       ที่น่าสนใจคือประเด็นที่ทั้งสองเครือข่ายพยายามดำเนินการ คือการพยายามจัดการข้อมูลเกี่ยวกับมาบตาพุดที่มีอยู่ให้เป็นระบบ น่าเชื่อถือได้ในเชิงวิชาการ เพื่อทั้งใช้เป็นฐานในการถกเถียงเรื่องมาบตาพุด และใช้เป็นเครื่องมือแสวงหาทางออกที่เหมาะสมในระยะยาวในทางวิชาการ
       
       แปลเป็นภาษาชาวบ้านคือ ภาคส่วนวิชาการกำลังส่งสัญญาณบอกว่า การถกเถียงที่กำลังดำเนินอยู่เรื่องมาบตาพุดส่วนใหญ่อยู่บนข้อมูลวิชาการที่ไม่เป็นระบบ ส่วนหนึ่งขาดความน่าเชื่อถือในทางวิชาการ และไม่น้อยยังไม่มีข้อมูล
       
       ทำให้ฉุกตั้งคำถามไม่ได้ว่า แล้วการถกเถียงที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็นผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ด้านสุขภาพของอุตสาหกรรมต่อชุมชนและพื้นที่ หรือกระทั่งข้อมูลผลตอบแทนด้านเศรษฐกิจของโครงการอุตสาหกรรมเหล่านั้นต่อสังคมไทยโดยรวมจริงๆ มีข้อมูลรองรับเพียงพอหรือไม่
       
       เพราะเหตุผลที่มักได้ยินเวลาพูดถึงผลกระทบ แทนที่จะได้ยินว่า “ด้วยข้อมูลนี่นั่นสรุปได้ว่าผลกระทบเป็นอยู่ในระดับเท่านี้ แปลว่ามากหรือน้อย รับได้หรือไม่ได้” เรามักได้ยินคำตอบประเภท “เรามีหน่วยงานนี้หรือคณะกรรมการชุดนี้ดูแลอยู่ ซึ่งบอกว่ามีความเสี่ยง แค่คาดว่าเกิดได้จากหลายสาเหตุ ยังสรุปไม่ได้ จะศึกษาต่อไป” เสียบ่อยครั้ง จนอดนึกไม่ได้ว่าตกลงว่าโครงการพันล้านนี่เราวัดผลกระทบโครงการจาก “ข้อมูลวิชาการ” หรือ “ความเห็นนักวิชาการ” กันแน่
       
       แน่นอนว่าในระยะเปลี่ยนผ่านย่อมต้องการเวลาสำหรับการสร้างระบบฐานข้อมูล และนักวิชาการที่ผลิตข้อมูลวิชาการเหล่านั้น แต่สำหรับกรณีการพัฒนาอุตสาหกรรมมาบตาพุดซึ่งปีหน้าจะครบ 30 ปีแล้ว คำถามพื้นๆ กันอย่าง ตกลงอากาศเสียจากโรงงานมาบตาพุดมีกี่ประเภท ปริมาณเท่าไร ออกจากโรงงานไหนบ้าง และทำให้คนเป็นมะเร็งกี่คน มีปัญหาสุขภาพกี่คน ยังคงเป็นคำถามให้ถกเถียงกันอยู่ ไม่นานไปหน่อยไหมสำหรับการเปลี่ยนผ่าน
       
       ยิ่งไปกว่านั้น น่าตั้งคำถามไม่น้อยว่า หากข้อมูลไม่สมบูรณ์หรือเป็นระบบขนาดนี้ หน่วยงานที่อนุมัติรายงานผลกระทบอย่างสำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อมซึ่งมีบทบาทชี้เป็นชี้ตายโครงการพัฒนาอุตสาหกรรมไม่น้อยที่ผ่านมาตัดสินอนุมัติบนฐานอะไร
       
       ขณะที่รัฐบาลประกาศ 11 โครงการและกิจการที่อาจก่อผลกระทบรุนแรง และบอกว่าให้ไปจัดทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ หากผ่านการอนุมัติก็แปลว่าผลกระทบรับได้ เดินหน้าโครงการได้ ซึ่งฟังดูชัดเจนดี คำถามคือ หากระบบข้อมูลวิชาการไม่ได้พร้อมมากพอที่จะบอกได้ถึงผลกระทบแต่ละด้านของแต่ละโรงงานล่ะ นี่ไม่นับรวมว่าหากแต่ละโรงงานปล่อยของเสียออกตามกฎหมายกำหนดแล้ว ชาวบ้านยังได้รับผลกระทบหนักอยู่ จะทำอย่างไร
       
       ช่องโหว่ด้านข้อมูลวิชาการเช่นนี้หรือเปล่าที่เป็นปัจจัยสำคัญทำให้การถกเถียงเรื่องมาบตาพุดไม่เคยได้ข้อสรุปที่แท้จริงที่ผ่านมา ซึ่งเป็นที่มาของการวิพากษ์จากภาคเอกชนบางส่วนเมื่อเร็วๆ นี้ว่า แม้รัฐบาลจะประกาศนโยบายออกมามากมายเรื่องนี้ แต่พวกเขายังคงไม่มีความมั่นใจในการลงทุนระยะยาว ซึ่งเป็นเรื่องที่ฟังขึ้น เพราะพวกเขาบอกว่า “เรามองไม่เห็นพิมพ์เขียวของการแก้ปัญหาที่มาบตาพุด”
       
       คงถึงเวลาแล้วที่การแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่าง “ชุมชนและสิ่งแวดล้อม” กับ “การพัฒนา” จะต้องทำบนฐานข้อมูลวิชาการตามบรรทัดฐานสากลมากกว่าจะปล่อยให้เป็นการตัดสินใจของภาคการเมืองล้วนๆ เช่นที่เป็นอยู่
       
       สัญญาณที่ส่งมาพร้อมกับปรากฏการณ์เกิดเครือข่ายนักวิชาการมาบตาพุด ควรถูกรับฟังอย่างจริงจัง และแปลงเป็นการลงมือสร้างระบบข้อมูลวิชาการกลางที่โปร่งใส่ ตรวจสอบได้ และได้รับการสนับสนุนอย่างจริงจังจากรัฐบาล (ไม่ใช่จากเจ้าของโครงการอุตสาหกรรม) มิเช่นนั้น อย่าว่าแต่จะยุติความขัดแย้งมาบตาพุดที่เป็นอยู่ไม่ได้ การพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ก็จะเกิดขึ้นยากยิ่ง
       
       มีวิสัยทัศน์หรือไม่ คงวัดกันว่าเห็นปัญหาเชิงโครงสร้างแบบนี้ไหม ส่วนมีความเป็นผู้นำหรือไม่ คงวัดกันว่าเห็นแล้วจะลงมือทำหรือไม่ และอย่างไร
       
       มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) www.thainhf.org

Comments
 
Copyright © 2008 reserved by Petrichemical Industry Club.
Power by Bighead.co.th