News
 

Current Articles | Archives | Search

Monday, September 13, 2010
มหากาพย์มาบตาพุด สุทธิ อัชฌาศัย
By AdminFtipc @ 11:32 AM :: 595 Views
 

 

เมื่อศาลปกครองมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้ระงับ 76 โครงการตามคำฟ้องของชาวบ้านมาบตาพุด จากนั้นรัฐบาลตั้งคณะกรรมการ 4 ฝ่ายเพื่อแก้ปัญหาการปฏิบัติตามมาตรา 67 วรรค 2 ตามรัฐธรรมนูญ 2550 ดูเหมือนว่าการต่อสู้ของภาคประชาชนจะปักธงได้ในระดับหนึ่ง แต่ทันทีที่คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ประกาศประเภทกิจการรุนแรงเหลือเพียง 11 โครงการที่ต้องผ่านการทำรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (EIA) และรายงานผลกระทบด้านสุขภาพ (HIA) มหากาพย์ความขัดแย้งระหว่างชุมชน-ทุน-รัฐ ก็กลับมาคุกรุ่นอีกครั้ง

นี่คือบทพิสูจน์ว่ากลไกพิเศษอย่างคณะกรรมการ 4 ฝ่ายไม่มีความหมายหากรัฐยังติดล็อกอยู่กับมิติการพัฒนาประเทศแบบเดิม สุทธิ อัชฌาศัย ผู้นำเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออก รู้ดีว่าตัวเขาและชาวมาบตาพุดยังคงต้องเหนื่อยกันอีกนาน

ถอยหลังเข้าคลอง

"ที่คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมตัดจากข้อเสนอของคณะกรรมการ 4 ฝ่ายออกไป 7 ประเภทเรามองว่าถ้าเป็นโครงการของรัฐ โครงการชลประทานมันก็สามารถที่จะมีข้อยกเว้นได้บางประการ เช่น อาจจะไประบุว่า กรณีที่เอาไว้สำหรับไปสู่การแก้ไขปัญหาหรือเกิดกรณีวิกฤติภัยแล้งอย่างรุนแรงหรือน้ำท่วมรุนแรงก็ต้องทำเร่งด่วน มันอยู่ในดุลยพินิจที่จะทำได้ แต่ว่าถ้าเกิดเป็นการวางแผนการพัฒนาก็ต้องระบุให้ชัดเจนว่าโครงการเหล่านั้นเป็นโครงการรุนแรง ต้องการเอาน้ำจากที่หนึ่งไปให้อีกที่หนึ่ง มันจะเป็นปัญหาเรื่องของระบบชีวิตของคนอาจจะได้รับผลกระทบตามไปด้วย อย่างเช่นที่ระยองเอาน้ำของระยองไปให้กับที่อื่นน้ำก็ไม่พอ ต้องแย่งชิงกัน กรณีโครงการ 7 ประเภทก็เป็นเรื่องหนึ่งที่เราตั้งสมมติฐานว่ารัฐบาลใช้มาตรการอะไรตัดสินใจตรงนั้น ที่เอาออกไปอีกเรื่องหนึ่งก็คือใน 11 ประเภทที่ประกาศว่ามีการกำหนดประเภทโครงการให้มีขนาดใหญ่ขึ้นด้วย เช่น โรงไฟฟ้าพลังงานก๊าซก็เพิ่มขนาดจากที่คณะกรรมการ 4 ฝ่ายเสนอไป 1,000 เมกะวัตต์ ก็ถูกปรับเป็น 3,000 เมกะวัตต์ หรือการทำเรื่องท่าเรือ ถมทะเล แนวกันชน แนวกันคลื่น ก็มีการเพิ่มขนาดเข้าไป"

มีการปรับแก้รายละเอียดอยู่มาก ทำให้โรงไฟฟ้าที่กำลังก่อสร้างที่ภาคตะวันออกทั้งหมดหลุดจากโครงการรุนแรงที่ต้องดำเนินการตามมาตรา 67 วรรค 2

"หลุดไปได้เยอะ รวมถึงโครงการปิโตรเคมีก็ไม่ได้นิยามให้ชัดเจนในเรื่องของต้นน้ำ กลางน้ำ รวมถึงสิ่งที่น่าจะเพิ่มเข้าไปแต่ไม่เพิ่มก็คือเรื่องประเภทพื้นที่ที่อาจเป็นประเภทพื้นที่เปราะบางหรือพื้นที่ที่มีความหนาแน่น เป็นพื้นที่ที่ประสบปัญหาอยู่แล้ว รัฐบาลน่าจะเพิ่มไปได้เลย ไม่ต้องรอว่าโครงการเหล่านั้นจะเข้าข่ายหรือไม่เข้าข่ายโครงการประเภทรุนแรง แต่ถ้าเข้ามาอยู่ในพื้นที่ที่อันตราย พื้นที่มีผลกระทบอยู่แล้วก็น่าจะเพิ่มไปเลย ว่าเป็นโครงการที่ต้องรุนแรงตามพื้นที่นั้น ทั้งนี้ทั้งนั้น เพื่อจะได้เข้าสู่กระบวนการของรัฐธรรมนูญมาตรา 67 วรรค 2

รัฐธรรมนูญมาตรา 67 วรรค 2 พวกเราชาวบ้านเราไม่ได้บอกว่าเราห้ามสร้างหรือทำโครงการเหล่านี้ แต่ถ้าจะทำก็ทำให้มันดี คือ วางระบบป้องกันตามหลักรัฐธรรมนูญซะ ในเมื่อวางระบบป้องกันโอกาสที่จะเกิดความผิดพลาดมันก็น้อยลง โอกาสที่จะเข้าไปแก้ปัญหามันก็น้อยลง เพราะฉะนั้นเราก็จะอยู่ได้อย่างสบายใจ เรื่องนี้คือเรื่องที่เราอยากจะเห็น โครงการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นของรัฐหรือเอกชนต้องมีหลักประกัน เพราะเราเห็นว่าการใช้ระบบป้องกันแบบเดิมโดยการยึดตาม พ.ร.บ.สิ่งแวดล้อมฯ เท่านั้น คือจะทำแค่ EIA อย่างเดียว เราเห็นว่าระบบป้องกันอย่างนั้น มันไม่พอ มันจะต้องมีเรื่องสุขภาพมาด้วย ต้องมีผู้เชี่ยวชาญที่เป็นองค์กรอิสระมาตรวจสอบเรื่องความถูกต้องด้วย ท้ายที่สุดจะทำให้ประเภทโครงการเหล่านั้นได้รับความน่าเชื่อถือ เพราะฉะนั้นนั่นคือสิ่งที่เราออกมาเคลื่อนไหว เพื่อวัตถุประสงค์นี้เป็นหลักมากกว่าจะมาบอกว่าเราจะเอาโครงการหรือไม่เอาโครงการ แต่นั่นจะเป็นเครื่องมือประกอบการตัดสินใจว่า สาเหตุที่เราต้องขัดแย้งกับโครงการเหล่านี้เพราะอะไร สาเหตุที่เราเลือกโครงการเหล่านี้เพราะอะไร เพื่อนำไปสู่การสร้างมาตรฐานที่ดีต่อการพัฒนาให้กับประเทศไทยด้วย"

โครงการรุนแรงทั้ง 18 ประเภทถือว่าเป็นสิ่งที่คณะกรรมการ 4 ฝ่ายกลั่นกรองมาอย่างรอบคอบแล้ว

"มิติของการทำงานของคณะกรรมการ 4 ฝ่ายก็เห็นว่ามีการไปรับฟังความเห็น คือต้องยอมรับความจริงว่าไม่ละเอียดพอนะครับ แต่ก็ไม่ใช่ว่าเร่งรีบเกินไป จะเห็นว่าใช้เวลา 7 เดือน เพราะฉะนั้นมันก็มีการขาดตกบกพร่องบ้าง สิ่งที่รัฐบาลต้องทำก็คือไปเติมเต็มความบกพร่อง ไม่ใช่ไปขยายความบกพร่องให้เกิดมากขึ้น สิ่งที่รัฐบาลทำผิดทางก็คือแทนที่จะเร่งรีบในการที่จะออก น่าจะใช้เวลาสักเดือนหนึ่งให้นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยต่างๆ หรือหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องมาเติมเต็มในสิ่งที่กรรมการ 4 ฝ่ายทำมาแล้ว หรือไปเพิ่มความเห็นประชาชนให้มากขึ้น เรายังคิดว่าจะเป็นเรื่องธรรมาภิบาลในการบริหารประเทศได้มากกว่าที่จะเร่งรีบ และก็ไปตัดของเขาออกอีก โดยเร่งรีบเพื่อให้ทันแค่กำหนดการที่ศาลสั่ง คือต้องการรอไปสู่การส่งข้อมูลให้ศาลประกอบการพิจารณาคดี ซึ่งมันให้เห็นเจตนารมณ์ว่าไม่ได้มีความตั้งใจในการจะออกประกาศเรื่องโครงการประเภทความรุนแรงให้ดีจริง หรือดีพอ"

ชาวบ้านมาบตาพุดเคยคาดหวังว่าคณะกรรมการ 4 ฝ่ายน่าจะเป็นกลไกแก้ปัญหา

"คือตอนนั้นเราก็โดนวิพากษ์วิจารณ์ว่าทำไมไม่ใช้กลไกของรัฐทั่วไปเป็นกลไกในการแก้ปัญหา  กลไกตั้งคณะกรรมการมันเป็นกลไกรูปแบบพิเศษที่จะทำให้เห็นว่า ในอนาคตถ้ากรรมการชุดนี้หมดไปแล้ว การทำงานของกลไกปกติก็จะไม่เดินหน้า ก็จะไม่ได้รับความเชื่อถือ และมันก็เป็นจริงอย่างที่คำวิจารณ์เขาบอก เพราะฉะนั้นตอนที่เป็นกลไกพิเศษ คือมีกรรมการ 4 ฝ่าย ทุกฝ่ายมาผสมกลมกลืนและก็มาพูดคุยกันเรื่องวิธีการที่จะมาแก้ปัญหา แต่ท้ายสุดก็คือมันทำให้เห็นว่าพอหมดกลไกนี้แล้วรัฐบาลก็ยังไปยึดกลไกเดิม ซึ่งเป็นปัญหาอยู่ดี เพราะฉะนั้นเราเสียดายกลไก เราอุตส่าห์ทำโมเดลให้เห็นว่ามันมีกลไกนะที่จะมาช่วยในการแก้ปัญหาได้ ทำให้เกิดความขัดแย้งน้อยที่สุดและความขัดแย้งนั้นมันนำไปสู่การแก้ปัญหาได้จริง กรรมการ 4 ฝ่ายก็จะเป็นคำตอบหนึ่งด้วย ที่จะเป็นโมเดลใหม่ในการปฏิรูปราชการหรือว่าจะบริหารราชการเพื่อให้เกิดการดูแลประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ แต่ท้ายสุดรัฐบาลยังไปเลือกกลไกแบบเดิม กลไกพิเศษคือกรรมการ 4 ฝ่าย ไปทำข้อเสนอต่างๆ มากมาย แต่ท้ายสุดก็มาจบที่กลไกปกติก็คือคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ก็ไม่มีอะไรแตกต่างจากการบริหารราชการแบบเดิมเลย เพราะฉะนั้นสิ่งนี้คือสิ่งที่รัฐบาลพลาด รัฐบาลถอยหลังเข้าคลอง รัฐบาลพยายามจะดันเรื่องทั้งหมด แผนปฏิรูปประเทศไทยอย่างที่ตั้งใจไว้ เราจึงคิดว่าผิดหวังกับรัฐบาลพอสมควรที่ไม่ดำเนินการเรื่องเหล่านี้ให้เป็นรูปธรรม และความขัดแย้งก็อาจจะกลับมาเกิดขึ้นใหม่ได้"        

แม้จะได้อดีตนายกฯ อานันท์มาทำงาน แต่ก็เป็นแค่การเพิ่มเครดิตให้รัฐบาล เพราะในที่สุดก็ไม่ได้ยอมรับความเห็นทั้งหมดของคณะกรรมการ 4 ฝ่าย

"นั่นเป็นคำถามที่ต้องถามต่อเนื่องว่าแล้วคณะกรรมการปฏิรูปประเทศไทยทำไปแล้วจะเกิดผลสัมฤทธิ์อย่างไร ในที่สุดแล้วจะเป็นแค่ข้อเสนอแล้วรัฐบาลจะหยิบมาทำหรือไม่หยิบมาทำก็ได้เหมือนเดิม หรือจะไปปรับแก้ก็ได้เหมือนเดิม ก็ไม่ได้มีหลักประกันอะไรที่จะให้ความมั่นใจได้เลย อย่างคณะกรรมการ 4 ฝ่ายตั้งกลไกมาแล้วไม่ทำตามกลไก มันสะท้อนโจทย์ว่าก็หลอกใช้กัน ในที่สุดก็ไม่มีประโยชน์กับการบริหารประเทศ แต่ถ้าไปทำตามข้อเสนอแล้วอะไรสงสัยติดใจ เปิดเวทีให้เป็นการซักซ้อมกันหน่อย รัฐบาลสงสัยเรื่องนี้ กลไกปกติสงสัยจุดนี้ มาเชื่อมโยงข้อมูลกัน คิดว่าจะได้เรื่องใหม่ๆ ที่เป็นประโยชน์ด้วยซ้ำ"

นายกฯ อภิสิทธิ์ชี้แจงว่า การกำหนด 11 ประเภทโครงการรุนแรง ไม่มีผลต่อการตัดสินที่ศาลปกครองให้ 74 โครงการเดินหน้าต่อได้      

"เกี่ยวกันแน่ครับ เพราะว่าศาลยึดตาม 11 ประเภทโครงการรุนแรง เนื่องจากว่ารัฐบาลก็เอาคำประกาศในราชกิจจานุเบกษา ณ วันที่ 31 ส.ค. หลังจากที่มติ ครม.รับรองแล้วไปยื่นให้กับศาล ศาลก็เอาตรงนั้นมาเป็นตัวพิจารณา แต่ว่าเนื้อหาพิจารณาสิ่งที่รัฐบาลต้องกลับไปขบคิดต่อก็คือว่า นอกจากเรื่อง 11 โครงการแล้ว ศาลได้วินิจฉัยว่าพื้นที่มาบตาพุดมันรุนแรง ส่งผลกระทบต่อประชาชนจนเป็นที่ประจักษ์ และก็เป็นที่ยอมรับกันในสังคมไทยว่ามีปัญหาเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นรัฐบาลเห็นตรงนี้แล้วและศาลได้ชี้แนะไปยังรัฐบาลแล้วเป็นหน้าที่ของรัฐว่ารัฐจะแก้ปัญหาอย่างไร การกำหนดท่าที รูปแบบ และวิธีการแก้ปัญหาจึงเป็นโจทย์ที่ท้าทายของรัฐบาลด้วย เพราะเมื่อก่อนไม่เคยมีศาลไหนที่ชี้ชัด แต่รัฐบาลนี้มันถึง 3 ศาลแล้วนะครับ ศาลปกครองระยอง ศาลปกครองกลางก็มีคำสั่งระงับ ศาลปกครองสูงสุดก็มีคำสั่งระงับปกครอง และอีกศาลหนึ่งคือการปกครองกลางที่กลับมาพิจารณาคดีหลักเพื่อระงับโครงการ ก็หมายความว่าพื้นที่มาบตาพุดมันรุนแรง โจทย์นี้เป็นโจทย์ที่รัฐบาลถ้าคิดดีๆ และใช้หลักการบริหารประเทศแบบธรรมาภิบาลต้องกลับมาทบทวนแล้วว่า เมื่อทุกคนเขาส่งสัญญาณมาอย่างนี้แล้วจะกำหนดท่าที วิธีการกลไกในการแก้ปัญหาได้อย่างไร หรือว่าเห็นคนอื่นส่งสัญญาณมาแล้วจะปล่อยให้เฉยๆ จะปล่อยให้ปัญหามันเดินหน้าต่อไปโดยที่รอรัฐบาลใหม่เข้ามา ก็ต้องเป็นโจทย์การบริหารที่ท้าทายของรัฐบาลชุดนี้ด้วย"

ไม่ใช่เพราะเราไม่เคารพคำสั่งศาล แต่เห็นว่าเป็นเพราะประกาศ 11 กิจการรุนแรง    

"ช่องทางของการไปของการอ่านสำนวนมันก็นำไปสู่การพิจารณา รัฐบาลได้เป็นคนส่งช่องทางไปให้ เพราะฉะนั้นแน่นอนว่าเมื่อตรงนั้นไม่ชอบธรรมก็เป็นเรื่องที่รัฐจะต้องไปยกเลิกความไม่ชอบธรรมนั้น และ 11 ประเภทโครงการเป็นเหตุ จะต้องไปผลักดันให้มีการยกเลิกคำสั่งซะและผลักดันให้มีการทำใหม่ให้เป็นที่ยอมรับ ถ้ายังไม่มีการทำขึ้นใหม่ผมยังคิดว่าความขัดแย้งไม่ได้จบแค่ที่มาบตาพุดแต่มันจะขยายวงกว้างไปยังชุมชนต่างๆ ที่เขาได้รับผลกระทบจากโครงการเหล่านี้ที่ไปอยู่ในพื้นที่เขา และก็จะเป็นลักษณะการขัดแย้งที่ไม่มีการหาทางออกได้ ก็ทำให้ประชาชนขัดแย้งกับรัฐ ประชาชนขัดแย้งกับผู้ประกอบการ ประชาชนขัดแย้งกับประชาชนด้วยกันเอง เรื่องพวกนี้จะเกิดขึ้นมากในสังคมไทย ถ้าเราคิดว่าเราอยากจะหาเส้นทางไปสู่การคลี่คลายปัญหาเหล่านี้ต้องสร้างกลไกที่ดีๆ และก็เหมาะสมกับสังคมไทยที่เป็นไปได้ ผมยังคิดว่าโอกาสที่จะทำให้การพัฒนาไม่จะขัดแย้งจะเกิดขึ้นด้วย นี่เป็นเรื่องใหญ่ที่เครือข่ายเราพยายามผลักดันเรื่องนี้ เราไม่อยากเห็นว่าประชาชนที่ลุกขึ้นมาคัดค้านโครงการแล้วต้องถูกฆ่าตาย ไม่ได้มีประโยชน์อะไรเลย มีแต่ความสูญเสีย"

ณ ตอนนี้ก็มีบางโครงการที่ศาลสั่งระงับแต่ยังดำเนินการอยู่

"ก็มีบางโครงการที่แอบทำ เราก็ได้พยายามส่งเรื่องไปยังศาลแล้ว เพราะหน้าที่การตรวจสอบว่าปฏิบัติตามคำสั่งศาลหรือไม่เป็นหน้าที่ของศาล ศาลจะใช้ดุลยพินิจว่าละเมิดหรือไม่ละเมิด ถ้าละเมิดเขาก็ดำเนินการตามโทษที่ศาลได้ระบุไว้ แต่ว่าส่วนใหญ่ที่ส่งไปก็ยังไม่ได้มีการดำเนินการ เข้าใจว่าศาลใช้ดุลยพินิจว่าไม่ได้ละเมิดจนถึงขนาดประกอบกิจการ แต่เป็นการลักษณะปรับผิวดินหรือว่าก่อสร้างโครงการพื้นฐาน แต่ถามว่ามีไหมที่ฝ่าฝืนคำสั่งศาล มีครับ"

ด้านหนึ่งก็มีเสียงขู่จากภาคธุรกิจอยู่เป็นระยะว่าจะย้ายการลงทุนจากประเทศไทย    

"เขาบีบรัฐบาลด้วยเขาพยายามจะชี้นำสังคมให้เข้าใจผิดว่า การที่ชุมชนลุกขึ้นมาปกป้องกลายเป็นผู้ร้าย หรือเป็นจำเลยว่าทำให้ประเทศชาติเสียหาย ความจริงแล้วตัวเขาเองเขาจะเสียหายมากกว่าที่ประเทศชาติจะเสียหาย ถ้าเป็นนักธุรกิจที่รับผิดชอบต่อสังคมก็ต้องรับได้กับกฎหมายที่บังคับใช้และก็อย่าไปกดดันภายใต้การบังคับใช้กฎหมาย ที่สำคัญสมควรที่จะปรับตัวเองให้เข้าสู่การพัฒนาที่เปลี่ยนแปลงใหม่ อย่าไปยึดมั่นแต่การพัฒนาแบบเดิมที่ตัวเองเคยได้อะไรมาง่ายๆ น่าจะปรับท่าทีให้เหมาะสม และเมื่อท่าทีเหมาะสมแล้วจะทำให้แผนการพัฒนาประเทศมันมีความรอบคอบและการลงทุนก็จะไม่เป็นผู้ร้ายในสายตาประชาชน เป็นการลงทุนที่สร้างเงินด้วย สร้างงานด้วย ดูแลสิ่งแวดล้อมด้วย ช่วยเหลือประเทศชาติด้วย"

"ฉะนั้นรัฐบาลต้องปรับท่าทีในเรื่องการพัฒนาชาติให้เหมาะสม วางแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม เพราะเราถูกกดดันจากการลงทุนต่างประเทศ สิ้นเปลืองทั้งทรัพยากร สิ้นเปลืองทั้งสุขภาพ สิ้นเปลืองทั้งงบประมาณ ที่ต้องไปแก้ปัญหาในตอนหลัง ดังนั้นรัฐบาลต้องคิดให้ดี"

ต่อสู้ไม่รู้จบสิ้น

เป้าหมายเบื้องต้นของเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออกก็คือ ให้รัฐบาลยกเลิกประกาศ 11 ประเภทโครงการรุนแรง

"ให้ยกเลิกและก็ทำใหม่ให้เหมาะสม  ยังไม่ต้องกังวลเรื่องข้อมูลวิชาการเรามีมากอยู่แล้ว เอาข้อมูลวิชาการที่เรามีอยู่เป็นวัตถุดิบเบื้องต้นและก็ระดมความเห็นเพิ่มเติมเข้ามา ที่สำคัญต้องเปิดพื้นที่ให้ประชาชนได้มีโอาสเข้ามา โครงการเหล่านี้ที่กำหนดไปแล้วถ้าไปสร้างจะกระทบกับเขา คำนึงถึงเขาบ้างครับ อย่าปล่อยให้ชาวบ้านเป็นผู้รับอย่างเดียว คอยกระตุ้นชักจูงให้เขาเข้ามาแสดงความคิดเห็นให้มาก และเขาจะรู้สึกว่าเขาจะยอมรับเอง ถ้าทั้งนักวิชาการยอมรับ ทั้งภาคประชาชนยอมรับ  ภาคส่วนต่างๆ ยอมรับ อันนี้จะเป็นมาตรฐานใหม่ ไม่ต้องยอมรับทั้ง 100 เปอร์เซ็นต์ก็ได้ แต่ส่วนใหญ่สัก 80 เปอร์เซ็นต์ก็พอใจแล้ว"

นายกฯ เปิดทางเจรจา

"ท่าทีเขายื่นเสนอเพื่อขอพูดคุยเปิดโต๊ะเจรจา ถ้าเจรจาเพื่อเล่นสำนวนวาจาเราไม่เจรจา แต่ว่าถ้ามีเจตนาบริสุทธิ์ว่าจะมาคิดค้นรูปแบบแก้ปัญหาจริงและมีข้อแม้ว่าไม่หลอกกันอีก มีกลไกมาแก้ปัญหาและทำตามกลไกที่คิดกันมาและก็ไปแก้ปัญหานั้นให้จริง และทำตามข้อเสนอของกลไกพิเศษทุกประการ เราโอเค เราพร้อมจะคุย แต่ถ้าเกิดว่ามาเล่นสำนวนมาพูดให้เพราะไพเราะแต่ท้ายที่สุดไม่ได้เกิดการแก้ปัญหาเลย หรือเสนอแล้วก็ไปปรับแก้ของเขาอีกอย่างที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว เราก็ไม่รับเจรจา เราก็ต้องกดดันให้ถึงที่สุด เพราะไม่เช่นนั้นก็จะไม่มีการทำให้เป็นตัวอย่างให้เห็นว่าประชาชนเขารู้แล้ว และเขาตามทัน ฉะนั้นเลิกคิดซะวิธีที่คุณหลอกเขามาก่อนหน้านั้น"

การปิดล้อมวันที่ 30 ก.ย. อาจจะไม่เกิดขึ้น      

"ต้องดูท่าทีกับการที่เรายื่นข้อเสนอไป เจรจาแล้วต้องมีผลนะ จะต้องเกิดการกำกับ และถ้ามีกลไกพิเศษขึ้นมาต้องทำตามกลไกพิเศษที่ตั้งแล้ว ไม่ใช่ไปแก้เขาใหม่หรือว่าเข้าสู่กลไกปกติเหมือนเดิม ก็ตอบโจทย์ในการแก้ปัญหาไม่ได้ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ทางพวกเราจะต้องต่อรองกับรัฐบาลในเรื่องนี้ก่อน ก่อนที่รับเจรจาหรือไม่เจรจา แต่ท้ายที่สุดรูปธรรมที่จะผลักดันเคลื่อนไหวก็ต้องมี โดยเฉพาะอยากจะเชิญทุกคนลงไปดูผลกระทบที่ใหญ่หลวงของมาบตาพุด ทำให้เห็นว่าถ้าโครงการเหล่านี้ลงไปที่บ้านคุณ คุณจะทำเหมือนคนมาบตาพุดหรือไม่ ก็คงต้องมีการแสดงพลังและกำหนดบรรทัดฐาน 2 เรื่องด้วยกัน เรื่องที่หนึ่ง การแก้ปัญหาให้ชาวบ้านที่มาบตาพุดและระยอง แก้อย่างไรให้เป็นรูปธรรมและก็จริงจังในการแก้ ทำอย่างไร มีรูปแบบกลไก เครื่องมืออะไรบ้างที่ต้องมาแก้ปัญหา อันที่สองคือ การวางกติกาใหม่ของการพัฒนาชาติว่าจะมีกติกาอย่างไรที่เป็นที่ยอมรับและเกิดผลตามกลไกและกติกานั้น เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่เรียกว่าการพัฒนาที่ยั่งยืน นี่คือ 2 เงื่อนไขที่เราจะชุมนุม ถ้ารัฐบาลไม่มีท่าทีที่ดีหรือไม่สามารถตอบให้ความเชื่อมั่นได้ว่าถ้าเจราจาแล้วจะเป็นผลอย่างไร"

"ประเภทโครงการรุนแรงก็ประกาศใหม่ให้เป็นที่ยอมรับ วัตถุดิบมีอยู่แล้ว งานวิชาการมีเยอะมาก รู้อยู่แล้วว่าอะไรรุนแรงไม่รุนแรง เอาเข้ามาผสมกันและก็มาสังเคราะห์ให้เป็นฐานข้อมูลที่เป็นที่ยอมรับประมาณสักเดือนหนึ่งก็เสร็จ ไม่ได้เสียเวลาอะไรเลย หลายคนบอกว่าถ้าพิจารณาใหม่ทำให้การลงทุนทรุด ไม่จริงหรอก เพราะที่ผ่านมา 7 เดือนไม่เห็นมีอะไร ตอนแถลงต่อรัฐสภาก็เห็นบอกว่ามีผลงานดี การสร้างตัวเลขเศรษฐกิจที่ดี ก็ไม่ได้ทรุดลง เห็นว่าตัวเลขก็เพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นไม่รู้จะเอาอะไรไปเป็นตัวชี้วัด ซึ่งคิดว่ารัฐบาลคงจะหยิบเรื่องมาพูดแต่หยิบอะไรมาก็พูดได้ๆ แต่ลืมไปว่าตอนนี้สังคมตามทันแล้วครับว่าสิ่งที่เคยพูดมาตั้งแต่ทีแรกว่าถ้าไปควบคุมอุตสาหกรรมมากเกินไปจะทำให้การลงทุนทรุด สร้างกติกากลไกบังคับอุตสาหกรรมมาก นักลงทุนจะไม่อยากลงทุน ไม่จริงแล้ว ผมคิดว่านักลงทุนต่างประเทศเขายังต้องการลงทุนประเทศไทยอยู่ เพราะประเทศไทยมีความสมบูรณ์อยู่และก็ยังมีแรงงานที่ยังไม่แพงนัก รวมถึงยังมีระบบกฎหมาย มีความศิวิไลซ์ของประชาชน คนไทยที่มีค่านิยมในการปรองดองไม่ได้มีความรุนแรง เพราะฉะนั้นต่างประเทศยังต้องการคนไทยอยู่ ยังต้องการประเทศไทยในการลงทุนอยู่ ดังนั้น เราควรกำหนดให้เขาลงทุนอยู่ภายใต้กรอบกติกาที่ปลอดภัยต่อเราด้วย นี่เป็นเรื่องใหญ่ที่รัฐบาลต้องขบคิดให้ดี การวางแผนพัฒนาประเทศให้เหมาะสมกับประเทศไทย ถ้าวางทิศทางไม่เหมาะสมท้ายสุดก็จะกลายเป็นว่าเราไม่ได้คำนึงถึงสิ่งที่เรามีอยู่  แต่ถ้าเราตระหนักถึงสิ่งที่เรามีอยู่และเราไปต่อยอดจะทำให้เรามีมูลค่าเพิ่ม สามารถสร้างเศรษฐกิจที่ดีและยั่งยืนจริงๆ"

หลังท่าทีของประธานคณะกรรมการ 4 ฝ่ายเรียกร้องให้รัฐบาลมีคำตอบที่ชัดเจนในการยกเลิก 7 โครงการรุนแรงที่เสนอไป ดูเหมือนจะเป็นแรงกดดันที่ไร้ผล

"ก็น่าจะเป็นกระแสสังคม ก็คงจะต้องมาตั้งคำถามต่อ และรัฐบาลเองก็ต้องตระหนักเมื่อผู้หลักผู้ใหญ่ก็ได้ออกมาส่งสัญญาณอย่างนี้ รัฐบาลจะต้องคิดในเรื่องท่าทีในการที่จะมาแก้ปัญหาเรื่องนี้ให้ได้ด้วย กรณีนี้มันส่งสัญญาณเลยครับว่าขนาดคนที่เราเคยร่วมงานกันมาแล้วท่านยังไม่ทำตามได้ แล้วคนที่ยังไม่เคยร่วมงานมาจะไว้ใจกันได้อย่างไร เลยทำให้เราเห็นว่ารัฐบาลก็ไปเสียเวลากับบางอย่างแทนที่จะมาบริหารประเทศให้เกิดวิธีการพัฒนาที่ยั่งยืน ก็ไปทุ่มเทกับการแก้ปัญหาบางประการ เช่น ทำอย่างไรให้ตัวเองเป็นรัฐบาลได้นานที่สุด มันก็ทำให้เวลาของประเทศไทยน้อยลงไปเรื่อย เสียดายครับที่ไม่ได้รู้จักสรุปบทเรียนข้อผิดพลาดมาเป็นการสร้างโอกาสใหม่ให้สังคมไทย"

งานนี้ชาวบ้านมาบตาพุดกลับมาเหนื่อยกันอีกรอบ    

"ตอนนี้ต้องมาเหนื่อยแน่นอน คือพอมีลักษณะการพัฒนาแบบนี้แล้วมันคงต้องเหนื่อยตลอดไปแหละครับเพราะว่าเราคงไม่ได้อยู่ในชีวิตปกติแต่ต้องอยู่ในชีวิตที่ติดตามและตรวจสอบด้วย เพราะว่านี่คือชีวิตที่เปลี่ยนไป ต้องมีการเรียนรู้เพื่อให้อยู่ในสังคมแบบนี้ได้ ที่มีการพัฒนาแบบนี้ที่มีการสร้างโรงงานแบบนี้ตอนที่มีคำสั่งศาลปกครองให้ระงับ 76 โครงการ และตอนนั้นเหมือนรัฐบาลอยากแก้ปัญหานี้จริงจังแต่เวลานี้สถานการณ์มันเปลี่ยนไป เขาก็ใช้โอกาสของสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปไปทำอย่างที่เขาเคยเป็นมาก่อน มันไม่จำเป็นจะต้องมีคำพิพากษาหรือใครมาบังคับหรอกครับ แต่ว่าถ้ามีความเป็นธรรมาภิบาลก็ทำได้ มันแสดงให้เห็นว่านี่คือค่านิยมคนไทย ค่านิยมของผู้มีอำนาจในเมืองไทยก็คือส่วนใหญ่ต้องมีกฎหมายไปบังคับ ต้องมีกฎหมายบังคับมักจะไม่ทำ ทั้งที่เรื่องนั้นเป็นเรื่องที่ดีก็จะไม่อยากทำ นี่คือค่านิยมของคนมีอำนาจในประเทศไทย"

เป็นจังหวะที่ลาออกคณะกรรมการ 4 ฝ่าย ทำให้กลับมาเคลื่อนไหวได้เต็มที่อีกครั้ง

"พอเราทำงานภาคประชาชนเราไม่ได้ไปยุ่งการเมืองมาก เลยทำให้เราคิดว่าการขับเคลื่อนภาคประชาชนยังทำต่อไปได้ ต้องหาคนที่วางแผนยุทธศาสตร์เก่งๆ เพราะไม่เช่นนั้นภาคประชาชนก็จะสะดุดทุกครั้ง มักจะไม่สามารถสู้กับอำนาจรัฐและข้าราชการ ครั้งนี้เครือข่ายประชาชนภาคตะวันออกก็จะเป็นผลพิสูจน์อย่างหนึ่งว่าถึงเรามีจำนวนไม่มาก แต่เราจะเป็นจำนวนไม่มากที่มีประสิทธิภาพที่จะเดินเผชิญสู้กับความเป็นจริง เราต้องการปรับเปลี่ยนทิศทางการพัฒนาชาติให้เหมาะสม รวมถึงไปเพิ่มเติมคำว่าสิทธิของชุมชนให้เป็นจริงในทางปฏิบัติให้ได้"

เวลานั้นมั่นใจว่ากลไกนี้จะเวิร์ก

"ก็มีปัญหาตั้งแต่โครงการรุนแรง คือตอนนั้นที่เข้าไปเป็นกรรมการ 4 ฝ่ายก็ยอมรับว่าเราเป็นคนผลักดนเอง และเราเป็นคนเสนอคุณอานันท์ด้วยตัวเองด้วยซ้ำ และก็ไปพบท่านายกฯ ท่านนายกฯ ก็รับปากทุกเรื่อง และก็ติดต่อจนกระทั่งได้คุณอานันท์มาเป็นประธาน ตอนแรกก็ดีครับ ตอนแรกที่มีการเริ่มประชุมมันก็ดี แต่ตอนที่มามีปัญหาคือเราพยายามที่จะบอกว่ากรรมการ 4 ฝ่าย อย่าไปทำแค่ข้อมูลขั้นตอนกลไกของรัฐธรรมนูญอย่างเดียว เพียงหวังเพื่อปลดล็อกโครงการ แต่กรรมการ 4 ฝ่ายน่าจะต้องนำไปสู่การสะท้อนปัญหาหรือหาทางแก้ปัญหาชาวบ้านไปควบคู่กัน เราจึงคิดว่าเรื่องที่ต้องทำก่อนคือเรื่องปัญหาชาวบ้าน แต่กรรมการ 4 ฝ่ายกลับไปหยิบเรื่องขั้นตอนรัฐธรรมนูญเพื่อหวังจะให้โครงการที่ติดล็อกอยู่เข้าสู่กระบวนการเพื่อให้สร้างได้โดยเร็ว เราเห็นว่าไม่ชอบธรรม เราเห็นว่าทำได้แต่ว่าต้องเอาเรื่องปัญหาชาวบ้านผนวกไปด้วย ก็เป็นปัญหาที่ถกเถียงกับท่านอานันท์ และท่านอานันท์ก็ยังยอมรับเรื่องนี้ไม่ได้ ท่านบอกว่าอย่างไรซะปัญหาชาวบ้านท่านไม่ทิ้ง ตอนนั้นก็เลยมีการผิดใจกันนิดหน่อย ตอนหลังก็ทำความเข้าใจร่วมกัน"

"และผมก็พยายามจะส่งสัญญาณไป ประเภทโครงการรุนแรงผมส่งสัญญาณไปตั้งแต่ทีแรกนะว่าอย่าไปเชื่อนะ เนื่องจากโครงการรุนแรงสมัย 18 ประเภท สมัยที่เป็นกรรมการ 4 ฝ่าย ทางภาคเอกชนเขาไปสัญญากับกรรมการ 4 ฝ่ายว่าเขาจะทำตามขั้นตอนของรัฐธรรมนูญทุกประการ ไม่ว่าเขาจะติดล็อกหรือไม่ติดล็อกก็ตาม หรือมีประกาศไปแล้วเขาจะไม่เอาประกาศไปอ้างที่จะไม่เข้าสู่ตามขั้นตอน ก็เลยทำให้การใช้ข้อมูลประเภทโครงการรุนแรงในบางอันมันผ่อนลงไป เพราะถือว่าเขายืนยันแล้วว่าเขารุนแรงไปแล้วเขาติดคำสั่งศาลแล้ว อันนี้แหละคือปัญหาหนึ่ง ฉะนั้นแทนที่รัฐบาลจะหยิบจุดอ่อนตรงนี้ไปเติมเต็มในการออกประกาศประเภทโครงการรุนแรง แต่กลับเอาอันอื่นไปเลยซึ่งไม่ได้คำนึงถึงที่มาอันนี้เลย ทั้งๆ ที่มีบันทึกรายงานการประชุมอยู่ทั้งหมดแต่ไม่ได้เอาไปใช้"

ในห้วงเวลาที่รบกับระบอบทักษิณ ภาคประชาชนและพันธมิตรเสื้อเหลืองเป็นแนวร่วมของพรรคประชาธิปัตย์ แต่เวลานี้ต้องถือว่าเป็นคู่แข่งทางการเมืองไปแล้ว

"นี่ก็ถือว่าเป็นจุดดีที่ผมไม่ได้เข้าไปยุ่งแล้ว เราก็มาทำงานภาคประชาชน ซึ่งในความเป็นรัฐบาลก็ต้องทำทุกอย่างเพื่อให้ตัวเองอยู่รอด ช่วงนั้นอาจจะเป็นสถานการณ์ที่วิกฤติและก็กังวลว่าจะมีการหยิบยกประเด็นเรื่องไม่ทำตามรัฐธรรมนูญ ตอนนั้นมีคำสั่งศาลออกมา ไม่ทำตามรัฐธรรมนูญเป็นประเด็นทางการเมือง รัฐบาลก็รีบรับข้อเสนอของเราทุกอย่างเพื่อต้องการตัดปัญหาให้ตัวเองออกไป แต่เมื่อตัวเองอยู่ได้แล้ว ผลการเลือกตั้ง ส.ก. ส.ข. ออกมาเป็นที่ยอมรับประจักษ์ว่าคนยังศรัทธาประชาธิปัตย์ยังศรัทธารัฐบาล ก็เลยทำให้ตัวเองไม่ต้องกังวล ก็เลยเดินหน้าทำในสิ่งที่ตัวเองมั่นใจ นี่แหละครับอำนาจถ้าหลงใหลหรือไปชื่นชมมันมันจะทำให้คนอาจจะเหลิงหรือทำให้ใช้อำนาจในทางที่ผิดได้ รัฐบาลชุดนี้กำลังเดินทางในทางที่ผิด จากฟังเสียงพวกฟังเสียงเพื่อน ฟังเสียงคนรอบข้างฟังเสียงประชาชน แต่หลังๆ ไม่ใช่แล้ว จะเริ่มเดินด้วยความมั่นใจ เมื่อเดินด้วยความมั่นใจแล้วก็จะทำให้เกิดโอกาสที่จะไปสร้างความขัดแย้งและความผิดพลาดได้ง่ายๆ ถ้าลืมว่าตัวเองนั้นมีที่มาอย่างไร ก็ได้เห็นธาตุแท้รัฐบาลชุดนี้มากขึ้น"      

ประชาธิปัตย์อาจต้องกลับมาอยู่ตรงข้ามกับภาคประชาชนไม่ต่างจากยุคการต่อสู้ที่เข้มข้นของสมัชชาคนจน    

"เพราะลักษณะการแก้ปัญหายังคงเป็นแบบเดียวกันคือ ใช้ระบบราชการและก็ไปยึดกฎหมายที่ไม่ได้เป็นกฎหมายที่เอื้อต่อประชาชนเท่าไหร่ บทพิสูจน์ก็คือว่าภายใต้สังคมใหม่ ภายใต้แนวคิดใหม่ๆ ที่คุณอภิสิทธิ์จะเอามาใส่ คุณอภิสิทธิ์จะสู้กับสมาชิกพรรคหรือกรรมการบริหารพรรค หรือโครงสร้างพรรคได้อย่างไร ให้ไปสู่ความเป็นประชาธิปัตย์ที่เป็นพรรคของมวลชนพรรคของประชาชนอย่างแท้จริงให้ได้ เพราะถือว่าตัวเขาเป็นคนที่มีความรู้ จบจากเมืองนอกเห็นพัฒนาการทางการเมืองของต่างประเทศ และรู้การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของต่างประเทศ เขาน่าจะเอาสังคมเหล่านั้นมาเรียนรู้กับสังคมไทย และเมื่อตัวเองมีอำนาจแล้วก็ต้องพยายามจะหาโอกาสในการที่จะไปปฏิรูปไปเปลี่ยนระบบราชการ เปลี่ยนสังคมใหม่ให้มันเป็นสังคมที่ศิวิไลซ์และสามารถที่จะดำเนินการต่างๆ ไปได้โดยภาคประชาชนมีสิทธิตรวจสอบได้ทุกเรื่อง แทนที่จะบอกว่าตัวเองขออยู่ในอำนาจในตำแหน่งนายกฯ ได้นานๆ เพื่อหวังแค่เพียงต้องการให้ประชาธิปัตย์ไม่ถูกยุบพรรคเราก็ไม่เห็นด้วย ผมเข้าใจว่าทุกวันนี้เขาดิ้นเพื่อให้อยู่นาน ดิ้นให้กระแสการยุบพรรคจบไป และจะทำให้เขานั้นขึ้นมาเป็นนายกฯ ครั้งที่สองเท่านั้นเอง ฉะนั้นสุ่มเสี่ยงมากถ้ายังบริหารราชการอยู่อย่างนี้ แต่ถ้าบริหารโดยการทำเต็มที่ที่สุดและกลับมาได้หรือไม่ได้เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่สังคมจะกลับมาถามว่าน่าเสียดาย แต่ถ้าทำให้เต็มที่ทำเพื่อปกป้องอำนาจและตำแหน่งอย่างน้อยที่สุดคนก็ไม่ถามถึงเลยว่าคุณกลับมาทำไมอีก"    

แน่นอนว่าต้องมีแนวร่วมพันธมิตรตะวันออกเข้ามาเพิ่มแรงกดดันรัฐบาล      

"ต้องมีพี่น้องที่เขาศรัทธา คนที่ได้รับผลกระทบเหมือนกัน ฉะนั้นก็ปฏิเสธเขาไม่ได้ รวมทั้งคนเสื้อแดงที่เขาอยู่ในพื้นที่เราเขาก็มา เขาก็ประสบปัญหาเหมือนกัน เขาก็เอาเรื่องนี้มาตั้งคำถามกับรัฐบาลเหมือนกัน ฉะนั้นเรื่องนี้ไม่ใช่เป็นเรื่องที่จะเลือกสีแล้ว แต่จะร่วมกันอย่างไรเพื่อผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีที่สุดให้ได้ สำหรับการใช้กฎหมายและการพัฒนาที่สมดุล ส่วนชาวบ้านจะปิดล้อมหรือไม่ก็ต้องประเมิน ต้องดูทั้งข้อกฎหมายและเหตุการณ์เฉพาะหน้า และก็ดูปริมาณจำนวนผู้คน ถ้ามีโอกาสหรือความเหมาะสมสถานการณ์อาจจะเกิดขึ้นได้ แต่จะไม่มีเรื่องความรุนแรง เราจะอยู่ภายใต้กรอบกติกาและทำให้มันอยู่ในความชอบธรรมที่สุด"    

การต่อสู้ของชาวบ้านมาบตาพุดเป็นบทเรียนความขัดแย้งของทุน - รัฐ - ชุมชนที่คงยังไม่จบง่ายๆ      

"ยังไม่จบง่ายหรอกครับ ตราบใดที่คนไทยยังไม่ยอมรับการพัฒนาที่ยั่งยืน สังคมไทยยังไม่ยอมรับเรื่องเราจะอยู่อย่างพอเพียงอย่างไร สังคมไทยยังมองเรื่องความหรูหรา ยังมองเรื่องเม็ดเงินอยู่ จึงเปิดโอกาสให้คนที่มีวิธีคิดอย่างนี้เกิดขึ้นง่ายๆ รวมถึงรัฐบาลด้วย แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เราผ่านการพัฒนามาถึงจุดหนึ่งจะทำให้เราคิดและตระหนักด้วยตัวเราเองได้ว่าสิ่งที่เราทำมาเมื่อก่อนนั้นไม่ใช่คำตอบของเราเลย ฉะนั้นเราคงต้องรอไปอีกสักระยะหนึ่ง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเราก็จะเติมเต็มบทเรียนเหล่านี้ให้สังคมไปเรื่อยๆ ให้สังคมกลับมาคิดว่าถ้าเราทำตามที่เครือข่ายประชาชนทำตั้งแต่วันนั้น วันนี้ก็คงไม่เกิดปัญหาอย่างนี้ คนไทยต้องให้บทเรียนถึงจะเชื่อ ถ้าไม่โดนด้วยตัวเองคนไทยไม่ค่อยเชื่อ นี่คือค่านิยมของสังคมที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เราไม่มีใคร แต่ถ้าเรามีรัฐช่วยคอยทำค่านิยมเหล่านี้ ความรู้เหล่านี้ให้เกิดขึ้นในสังคมให้มากๆ โอกาสที่จะเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีมันก็เกิดขึ้นได้ ฉะนั้นต้องดึงรัฐให้กลับมาและทำหน้าที่ส่งเสริมวิธีคิดอย่างนี้ให้มากที่สุดให้ได้ พวกเราก็คงต้องเหนื่อยต่อแหละครับเพราะดูแล้วเรายังไม่สามารถเปลี่ยนทัศนคติคนไทยได้ แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่กลับมาคิดได้เขาคงจะนึกถึงพวกเรา ซึ่งกว่าจะเปลี่ยนทัศนคติได้ พวกเราอาจจะไม่อยู่แล้วก็ได้".

"เราอุตส่าห์ทำโมเดลให้เห็นว่ามันมีกลไกที่จะมาช่วยในการแก้ปัญหาได้ ทำให้เกิดความขัดแย้งน้อยที่สุด และความขัดแย้งนั้นมันนำไปสู่การแก้ปัญหาได้จริง กรรมการ 4 ฝ่ายก็จะเป็นคำตอบหนึ่งด้วย ที่จะเป็นโมเดลใหม่ในการปฏิรูปราชการหรือว่าจะบริหารราชการเพื่อให้เกิดการดูแลประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ แต่ท้ายสุดรัฐบาลก็ยังไปเลือกกลไกแบบเดิม ท้ายสุดก็มาจบที่กลไกปกติ ก็คือคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ นี่คือสิ่งที่รัฐบาลพลาด รัฐบาลถอยหลังเข้าคลอง"

"เป็นคำถามที่ต้องถามต่อเนื่องว่า แล้วคณะกรรมการปฏิรูปประเทศไทยทำไปแล้วจะเกิดผลสัมฤทธิ์อย่างไร ในที่สุดแล้วจะเป็นแค่ข้อเสนอแล้วรัฐบาลจะหยิบมาทำหรือไม่ หยิบมาทำก็ได้เหมือนเดิม หรือจะไปปรับแก้ก็ได้เหมือนเดิม ไม่ได้มีหลักประกันอะไรที่จะให้ความมั่นใจได้เลย ...มิติการทำงานของคณะกรรมการ 4 ฝ่าย คือต้องยอมรับความจริงว่าไม่ละเอียดพอแต่ ก็ไม่ใช่ว่าเร่งรีบเกินไป จะเห็นว่าใช้เวลา 7 เดือน เพราะฉะนั้นมันก็มีการขาดตกบกพร่องบ้าง แต่สิ่งที่รัฐบาลต้องทำก็คือไปเติมเต็มความบกพร่อง ไม่ใช่ไปขยายความบกพร่องให้เกิดมากขึ้น"

หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- อาทิตย์ที่ 12 กันยายน 2553

Comments
 
Copyright © 2008 reserved by Petrichemical Industry Club.
Power by Bighead.co.th