ศาลปกครองกลางที่มีนายภานุพันธ์ ชัยรัต ตุลาการหัวหน้าคณะในศาลปกครองกลาง เป็นตุลาการเจ้าของสำนวนได้ออกนั่งบัลลังก์พิจารณาคดีครั้งแรก ในคดีที่สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนและชาวบ้าน อ.มาตาพุด จ.รอยอง จำนวน 43 ราย ฟ้องคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ กับพวกรวม 8 คน ขอให้เพิกถอนการออกใบอนุญาต ให้กับ76 โครงการ และกิจการของเอกชนในงานอุตสาหกรรมบริเวณพื้นที่มาบตาพุด-บ้านฉาง และพื้นที่ใกล้เคียง จ.ระยอง เนื่องจากเห็นว่าการออกใบอนุญาตดังกล่าว ไม่ได้มีการดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 67 และ พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ 2550
ทั้งนี้ ศาลได้เปิดโอกาสให้คู่กรณีได้แถลงด้วยวาจา ซึ่งนายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน แถลงต่อศาลยืนยันว่า ชาวบ้านที่อยู่ในพื้นที่ได้รับความเดือดร้อนจากการกระทำของรัฐ ในการออกใบอนุญาตให้กับเอกชนเข้าดำเนินกิจการและทำให้เกิดมลพิษ แม้ภายหลังศาลปกครองกลาง และศาลปกครองสูงสุดจะมีคำสั่งกำหนดมาตรการคุ้มครองชั่วคราว แต่ก็ยังปรากฏข่าวว่าโครงการหรือกิจการในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดมีการปล่อยมลพิษกระทบต่อทางเดินหายใจของประชาชน ซึ่งหน่วยงานของรัฐยังไม่ได้มีการจับกุมหรือดำเนินคดีกับผู้ประกอบเหล่านั้น แต่กลับให้ขอมูลที่สับสนต่อประชาชนว่า การดำเนินการของผู้ฟ้องคดีทั้ง 8 เป็นไปตามมาตรฐานสากล และผู้ประกอบการยังชอบให้ข่าวกดดันศาลว่ายังให้ข้อมูล
นอกจากนี้ การที่คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ได้มีมติเมื่อวันที่ 23 ส.ค.ที่ผ่านมา กำหนดประเภทโครงการรุนแรงควรมีแค่ 11 โครงการนั้น เป็นการกำหนดที่ไม่มีเหตุผลและยังเป็นการลดจำนวนโครงการที่มีผลกระทบ ซึ่งคณะกรรมการ 4 ฝ่ายที่มีนายอานันท์ ปันยารชุน เป็นประธาน เสนอควรจะมีทั้งสิ้น 18 โครงการ สะท้อนว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่เป็นหน่วยงานรัฐใช้อำนาจทางปกครองช่วยเหลือให้ผู้ประกอบการไม่ต้องปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมายกำหนดดังนั้นถ้าศาลมีคำสั่งปล่อยให้ 76 โครงการดำเนินการต่อไปได้ก็จะยิ่งเป็นการเพิ่มมลพิษที่มีอยู่แล้วให้หนักหน่วงยิ่งขึ้น และผู้รับกรรมคือประชาชนที่ต้องมารับกรรมในสิ่งที่ตัวเองไม่ได้ก่อ
ด้านนายบัญญัติ วิสุทธิมรรค พนักงานอัยการตัวแทนผู้ถูกฟ้อง แถลงว่า การที่คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ได้จัดประเภทโครงการที่มีความรุนแรงไว้ 11 ประเภทก็เพราะที่เหลือเป็นโครงการบริหารนำระหว่างประเทศและของรัฐที่ให้เอกชนไปทำ ซึ่งถ้านำ 7 โครงการที่ทางคณะกรรมการ 4 ฝ่าย เสนอมารวมด้วย จะทำให้โครงการจำนวนมากใน 76 โครงการหลุดจากประเภทรุนแรง ดังนั้นตรงกันข้ามการกำหนดเพียง 11 โครงการ จะทำให้ใน 76 โครงการติดอยู่ในประเภทรุนแรงมากขึ้น ทั้งนี้ ยืนยันว่า โครงการทั้ง 76 โครงการ ไม่ใช่โครงการที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ล้วนเป็นโครงการที่รักษาสิ่งแวดล้อมทั้งสิ้น แม้บางโครงการจะเป็นการขออนุญาตขยายและเพิ่มพื้นที่ในการดำเนินการในเขตนิคมก็เห็นว่า จากรายงานผลการศึกษาต่างๆ ระบุชัดว่าโครงการเหล่านี้ไม่ได้มีการปล่อยมลพิษเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด และไม่เกินกว่าศักยภาพในการรองรับมลพิษของนิคมอุตสาหกรรมฯ
หลังจากนั้นองค์คณะได้ให้นายวิจิตต์ รักถิ่น ตุลาการผู้แถลงคดี แถลงความเห็นส่วนตนที่ไม่มีผลผูกพันต่อองค์คณะ ว่า มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยเบื้องต้นว่า 76 โครงการดังกล่าว เป็นโครงการที่ก่อให้เกิดผลกระทบรุนแรงที่ต้องมีการดำเนินการตามมาตรา 67 ของรัฐธรรมนูญก่อนหรือไม่ เห็นว่ารัฐธรรมนูญ มาตรา 303 บัญญัติว่า ในวาระเริ่มแรกให้ครม.ดำเนินการหรือปรับปรุงกฎหมายในเรื่องที่เกี่ยวกับสิทธิชุมชนให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี แต่ปรากฏว่าขณะนี้ยังไม่ได้มีการดำเนินการจัดทำกฎหมายตามที่รัฐธรรมนูญรับรองเพราะฉะนั้นการพิจารณาจาของศาลจึงต้องใช้หลักวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยต้องคำนึงถึงการคุมครองสิทธิ์ของประชาชนในพื้นที่และเสรีภาพในการประกอบกิจการที่ต้องแข่งขันอย่างเสรีที่ที่มาตรา 43 ของรัฐธรรมนูญคุ้มครองไว้ ซึ่งข้อเท็จจริงในกรณีรับฟังได้ว่าผู้ถูกฟ้องทั้ง 8 ได้ให้สถาบันการศึกษาทำการศึกษาผลกระทบในด้านสิ่งแวดล้อมและประชาชนในพื้นที่ ซึ่งตามรายงานไม่พบว่ามีค่าของผลกระทบในเรื่องต่างๆ สูงเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ซึ่งข้อเท็จจริงดังกล่าว หน่วยราชการได้มีการเผยแพร่โดยทั่วไป ประกอบกับผู้ฟ้องคดีไม่มีหลักฐานที่จะมาหลักล้างทำให้ข้อเท็จจริงที่ผู้ถูกฟ้องมีความน่าเชื่อถือ จึงฟังไม่ได้ว่า 76 โครงการเป็นโครงการที่มีผลกระทบตามรัฐธรรมนูญมาตรา 67 ของรัฐธรรมนูญ
ดังนั้น การที่ผู้ถูกฟ้องให้ทั้ง 76 โครงการดำเนินการโดยไม่ได้ผ่านกระบวนการตามมาตรา 67 แต่ได้มีการประเมินศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมตาม พ.ร.บ.สิ่งแวดล้อมฯ จึงไม่ถือเป็นการกระทำที่ละเลยการปฏิบัติหน้าที่แต่อย่างใด และเมื่อฟังได้ว่าการเห็นชอบอนุมัติออกใบอนุญาตเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ประกอบกับผู้ฟ้องคดี20-30 ขอถอนฟ้อง โดยให้เหตุผลว่าผู้ถูกฟ้องได้มีการแก้ไขเยียวยาแล้ว กรณีจึงเห็นสมควรให้ยกเลิกคำสั่งกำหนดมาตรการคุ้มครองชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษา
ส่วนที่ผู้ฟ้องอ้างว่าทั้ง 76 โครงการ ก่อมลพิษรุนแรงในพื้นที่จนเกินกว่าศักยภาพการบริหารจัดการของกรมควบคุมมลพิษ ข้อเท็จจริงที่ผู้ฟ้องนำเสนอยังไม่พอฟังได้ว่า มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมรุนแรง จึงสมควรพิพากษาให้ยกฟ้อง แต่ถ้าต่อมา ครม.ดำเนินการตามรัฐธรรมนูญมาตรา 303 เรื่องสิทธิชุมชนแล้วเสร็จแล้วปรากฏว่า 76 โครงการ ไม่ปฏิบัติตามก็ถือว่าข้อเท็จจริงมีผลให้เปลี่ยนแปลงคำพิพากษาได้ ผู้ฟ้องคดีสามรรถยื่นฟ้องคดีต่อศาลได้
ทั้งนี้ องค์คณะได้พักการพิจารณา 10 นาที และได้มีการประชุมโดยกำหนดนัดฟังคำพิพากษาคดีในวันพฤหัสบดีที่ 2 กันยายนนี้ เวลา 13.30 น.
ด้านนายศรีสุวรรณ จรรยา ให้สัมภาษณ์ภายหลังตุลาการศาลปกครองผู้แถลงคดีอ่านความเห็นส่วนตัวในคดีนี้ ว่า ตุลาการผู้แถลงคดีมีความคิดเห็นยกคำร้องในคดีนี้ก็ถือเป็นความเห็นของท่าน ซึ่งตุลาการเจ้าของคดีอาจมีความเห็นไม่ตรงกันกับตุลาการผู้แถลงคดีก็ได้ เนื่องจากที่ผ่านมามีหลายคดีที่ตุลาการเจ้าของคดีมีความเห็นแย้งกับความเห็นของตุลาการผู้แถลงคดี อย่างไรก็ตาม ตนก็ยังมั่นใจและเชื่อในข้อมูลที่ยื่นฟ้องต่อศาล เพราะหลักฐานที่ยื่นไปให้ตุลาการพิจารณาทั้ง 76 โครงการ ค่อนข้างมีความชัดเจน เนื่องจากทั้ง 76 โครงการ นำไปสู่ปัญหาสิ่งแวดล้อมในพื้นที่มาบตาพุดและใกล้เคียงตลอด 25 ปี ถึงแม้ทั้ง 76 โครงการจะเป็นโครงการใหม่หรือโครงการที่ขยายเพิ่ม ก็ล้วนแต่ก่อให้เกิดมลพิษทั้งสิ้น ซึ่งเมื่อดูในข้อเท็จจริงและในข้อกฎหมาย รวมทั้งคำตัดสินของศาลปกครองกลางและศาลปกครองสูงสุดก็จะเห็นได้ว่าศาลจะเน้นในเรื่องของคุณภาพชีวิตของประชาชนเป็นตัวตั้งในการพิจารณาคดีมาโดยตลอด จึงไม่เป็นเรื่องที่น่ากังวล