วิกฤติมาบตาพุดผ่านมาถึงวันนี้แล้ว ดูเหมือนว่าทางออกที่ชัดเจนยังไม่กระจ่าง เทียบกับการแก้ปัญหาระหว่างอุตสาหกรรมกับชุมชนที่คาวาซากิ ซิตี้ ประเทศญี่ปุ่น มีหลายแง่มุมที่น่าสนใจ
"คาวาซากิ ซิตี้" เป็นเมืองอุตสาหกรรมที่เรียกว่า "อีโคทาวน์ (ECO TOWN)" เริ่มพัฒนาเป็นพื้นที่อุตสาหกรรมเต็มรูปแบบ ตั้งแต่ปี 1960
และนับเนื่องตามมาด้วยปัญหามลพิษ ทั้งมลพิษทางน้ำ...อากาศ ทำให้ทุกภาคส่วนต้องระดมความคิดช่วยกันแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน
ทาเกะคาซึ ชิโนอูเอะ เจ้าหน้าที่ประจำศูนย์องค์ความรู้ด้านสิ่งแวดล้อม คาวาซากิ ซิตี้ ให้ข้อมูลว่า ระหว่างปี 1950-1970 สมัยผมยังเด็กพื้นที่แห่งนี้มีปัญหามลพิษทางอากาศมาก
"ถ้าจะพูดให้ชัดเจนจนเห็นภาพ ก็คือว่า...คนที่นี่มองไม่เห็นภูเขาไฟฟูจิเลย"
การแก้ปัญหาดำเนินไปด้วยการประสานความร่วมมือระหว่างประชาชน รัฐบาล โรงงาน ซึ่งผ่านการต่อสู้กันมายาวนานหลายสิบปี... กระทั่งวันนี้ ท้องฟ้าที่นี่สดใส มีสีฟ้าเหมือนเดิม มองเห็นฟูจิชัดเจน...
ทาเกะคาซึ บอกว่า จุดสำคัญคือเทคโนโลยี กับมาตรการทางนโยบายของรัฐบาลที่เข้ามาคลี่คลายปัญหา
"วันนี้จุดแข็งของคาวาซากิ เป็นเมืองอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น เป็นอุตสาหกรรมการผลิต...ไอที รวมถึงมีหน่วยค้นคว้าวิจัยที่มีศูนย์วิจัยเอกชน ร่วมกับมหาวิทยาลัยรัฐกว่า 200 แห่ง"
นอกจากนี้คาวาซากิ ซิตี้ยังมีจุดแข็งสำคัญในการเดินทางขนส่ง เนื่องจากใกล้สนามบิน 2 แห่ง สนามบินนาริตะกับสนามบินฮาเนดะ
ประชากรที่เมืองคาวาซากิปัจจุบันอยู่ที่ 1.4 ล้านคน มีอัตราการเพิ่ม 7.9% สวนทางกับภาพรวมทั้งประเทศญี่ปุ่นที่มีอัตราเพิ่มประชากรลดลงในอัตรา 0.2%
จำนวนแรงงานวัยประชากร (อายุ 30 ปี) อยู่ที่ 7.4 แสนคน
ภาพวีดิโอที่ถูกฉายซ้ำ ย้ำเตือนใจ...ถ่ายทอดเรื่องราวในอดีต คาวาซากิมีควันพิษลอยเต็มพื้นที่ ปล่องโรงงานปล่อยควันเสีย ปล่อยสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์อย่างไม่สนใจใคร
มาตรการที่ถูกนำมาใช้เร่งด่วนข้อแรก เริ่มจาก...การออกกฎหมายจำกัดมลพิษโดยรวม ไม่ว่าใครจะปล่อยมาก...ปล่อยน้อยจะต้องอยู่ในกติกาภาพรวม ซึ่งต้องร่วมกันรับผิดชอบทั้งหมด
ผ่านมาสองปี...ก็มีมาตรการข้อที่สอง ออกกฎหมายสิ่งแวดล้อมจากรัฐบาลกลาง
ถัดมา...ก็มีการกำหนดข้อจำกัดปริมาณสารต่างๆ รวมถึงข้อตกลงกับธุรกิจต่างๆ เป็นการเฉพาะกับรัฐบาลท้องถิ่น ยิ่งทำให้อากาศดีขึ้นเรื่อยๆ
ช่วงเวลาต่อจากนี้ แม้จะมีมาตรการหลากหลายออกมาบังคับใช้ กระนั้นปัญหาก็ยังไม่หมด เพราะช่วงหลังๆมานี้ควันพิษจากรถยนต์ยังมีอยู่ มาก ทำให้ต้องเพิ่มมาตรการทางกฎหมาย จำกัดการปล่อยควันรถเพิ่มเข้ามาอีก
ปัญหามลพิษพื้นที่โรงงานอุตสาหกรรมกับชุมชนที่จะต้องรับเคราะห์ กรรมนี้ ทาเกะคาซึ บอกว่า ประชาชนจะมีการเคลื่อนไหว ประชุมกันก่อน โดยการคุย...ถกปัญหากันที่อำเภอ มีการฟ้องร้อง
กดดันให้ทางการออกมาตรการต่างๆควบคุมโรงงาน
"เพราะมลพิษที่โรงงานปล่อยออกมา ได้สร้างความเสียหายกับผลผลิตทางการเกษตร สุขภาพ" ทาเกะคาซึ ว่า
เหล่านี้คือจุดเริ่มและเป็นที่มาของคำว่า อีโคทาวน์ (ECO TOWN) ที่เป็นการวางแผนอย่างเป็นขั้นเป็นตอน
เนื้อแท้อีโคทาวน์จะมีการใช้กระบวนการรีไซเคิลของเสียจากโรงงานหนึ่ง ไปใช้ประโยชน์กับอีกโรงงานหนึ่งในพื้นที่ละแวกเดียวกัน เป็นเครือข่าย
เชื่อมโยงกันจนเป็นกลุ่มโรงงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
"นำของเสียจากกระบวนการผลิตหมุนเวียนไปใช้ให้เกิดประโยชน์ สูงสุด โดยมีจุดมุ่งหมายสูงสุด เพื่อไม่ให้เกิดของเสียขึ้นในระบบเลยแม้แต่นิดเดียว"
ตัวอย่าง โรงงานผลิตเหล็ก ก็ใช้เชื้อเพลิงหลอมเหล็กจากเศษพลาสติกอัดก้อน ขยะที่ถูกอัด...ที่มีมากทั่วญี่ปุ่นก็ถูกนำมารีไซเคิลที่คาวาซากิ
หรือแม้กระทั่งโรงงานที่ผลิตก๊าซในระดับอุณหภูมิที่สูงมากๆ ก็มีการดึงเอาสารที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์มาเป็นส่วนประกอบของแอมโมเนีย
"การรีไซเคิลที่ว่านี้ ยังนับรวมไปถึงการนำกระดาษเก่ามาผลิตเป็นกระดาษชำระ ที่มีจุดเด่นเทคโนโลยีที่สำคัญคือไม่ว่ากระดาษนั้นจะเคลือบสี โลหะ ก็รีไซเคิลเป็นกระดาษชำระได้ทั้งหมด"
อีกมาตรการเด่นในคาวาซากิอีโคทาวน์ก็คือ การใช้พลังงานร่วมกัน... โรงงานผลิตไฟฟ้า ไอน้ำที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์แล้วก็จะถูกต่อท่อไปใช้ในโรงงานอื่น ที่มีความจำเป็นต้องใช้ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า...เฉพาะไอน้ำที่เหลือทิ้งจากโรงไฟฟ้าจะกลายเป็นประโยชน์ในการใช้งานในโรงงานอื่นๆถึงปีละ 300,000 ตัน
เทียบเป็นตัวเลขแล้วยิ่งน่าทึ่ง เพราะลดการใช้น้ำมันได้ถึงปีละ 250,000 แสนตัน
นอกจากนี้ ยังมีแผนรับมือโลกร้อนด้วยการใช้พลังงานแสงอาทิตย์เข้ามาเสริม โดยมีสัดส่วนลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ปีละ 8,900 ตัน
จุดเริ่มคาวาซากิอีโคทาวน์ ไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมๆกันทั้งหมดในทุกโรงงานในพื้นที่เมืองคาวาซากิ หากแต่เริ่มจากโรงงานแต่ละแห่งที่จะปรับปรุงตัวเองให้เป็นโรงงานอีโคเสียก่อน โดยมีความมุ่งหมายที่จะเป็นธุรกิจที่รักษาสิ่งแวดล้อม
พร้อมทั้งมีการพัฒนา ค้นคว้า วิจัยในภาพรวมให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม นำผลความรู้ที่ได้ เผยแพร่ไปสู่ประชาชนและประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ
โรงงานแต่ละแห่งจะต้องมีการตั้งระบบตรวจมลพิษ ค่าต่างๆอัตโนมัติ ส่งข้อมูลแบบเรียลไทม์ไปยังที่ทำการอำเภอ
โชว์ออกหน้าจอให้ชุมชนได้เห็น และรู้ความเป็นไปของสภาพแวดล้อมได้ทุกขณะเวลา เพื่อให้เป็นไปตามสัญญาประชาคม
นอกจากนี้ โรงงานยังต้องมีศูนย์วิจัยตรวจจุดที่มีปัญหา สร้างระบบช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม สร้างระบบสนับสนุน อุปกรณ์ ติดตั้ง ลดมลพิษในโรงงานด้านต่างๆ
อีกทั้งโรงงานที่จะเข้ามาตั้งใหม่ในอีโคทาวน์ จะต้องถูกควบคุมหลายเรื่องโดยรัฐบาลท้องถิ่น โดยเฉพาะเรื่องผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม
ปัญหาที่คลี่คลายระหว่างโรงงานอุตสาหกรรมกับชุมชนใกล้เคียงที่อีโคทาวน์ (ECO TOWN) คาวาซากิ จึงเป็นการร่วมกันของทุกฝ่าย
โดยเฉพาะรัฐบาลท้องถิ่นต้องเข้มแข็ง ประชาชนเอ็นจีโอ ที่ออกมาเรียกร้องสิทธิ คอยสอดส่อง ช่วยกันเป็นหูเป็นตา ไม่ให้โรงงานปล่อยมลพิษเกินข้อตกลง
ที่สำคัญ โรงงานในอีโคทาวน์ (ECO TOWN) ทั้งหมดในภาพรวม ร่วมมือกันแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง ไม่มีใครลักลอบปล่อยมลพิษ จนทำให้เกิดความไว้วางใจซึ่งกันและกัน
ข้อสุดท้ายนี้อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของวิกฤติมาบตาพุด ประเทศไทย
ถ้าทุกโรงงานร่วมมือกันอย่างจริงจัง จริงใจ ไม่เห็นแก่ได้ ปัญหา ความไม่ไว้วางใจ ไม่เชื่อมั่นของทุกฝ่ายคงหมดไปไม่ช้าก็เร็ว.
ไทยรัฐออนไลน์ 7 กรกฎาคม 2553 |