News
 

Current Articles | Archives | Search

Monday, June 28, 2010
กรรมการ4ฝ่ายจบภารกิจมาบตาพุด
By AdminFtipc @ 9:30 AM :: 222 Views
 

คณะกรรมการ 4 ฝ่ายคลอดรายชื่อ 18 กิจการรุนแรง โรงงานปิโตรเคมีขั้นปลาย/ โรงแยกก๊าซ หลุดโผ ส่งผลให้ 50 โครงการที่ถูกคำสั่งศาลระงับการดำเนินการชั่วคราวถูกปลดล็อกออกเพียบ กนอ.คาดเหลือแค่ 7 โครงการในมาบตาพุดที่ยังคงกิจการรุนแรง ด้านนักลงทุนรายใหญ่ทั้ง "ปตท.-เอสซีจี-ไบเออร์-ดาว เคมิคอล" โล่งอก แต่หวั่นนักลงทุนไม่เชื่อมั่นประเด็นถูกฟ้องร้องย้อนหลัง หากชุมชนเห็นเป็นโครง การรุนแรง ล่าสุดคณะกรรมการ 4 ฝ่ายประกาศภารกิจสิ้นสุดแล้ว



ผู้สื่อข่าว "ประชาชาติธุรกิจ" รายงานเข้ามาว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา คณะกรรมการ 4 ฝ่ายแก้ไขปัญหามาบตาพุด ที่มีนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ได้พิจารณาสรุปร่างรายชื่อกิจการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างร้ายแรงทั้งด้านสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยมีการกำหนดประเภทกิจการรุนแรงทั้งสิ้น 18 ประเภท และจะนำเสนอให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี นำเข้าที่ประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พิจารณาอนุมัติออกประกาศให้มีผลบังคับใช้ต่อไป

ทั้งนี้ร่างรายชื่อ 18 ประเภทกิจการดังกล่าว ได้ปรับปรุงจากร่างเดิมที่เคยทำไว้มี 19 กิจการ โดยคณะอนุกรรมการพิจารณาแนวทางการวินิจฉัยกิจการที่อาจให้เกิดผลกระทบรุนแรง ชุดที่มีนายธงชัย พรรณสวัสดิ์ เป็นประธานได้จัดประชุมรับฟังความคิดเห็นของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั่วประเทศจนสรุปได้ออกมาเป็น 18 ประเภท โดยตัด 2 ประเภทกิจการออก ได้แก่ สนามกอล์ฟ กับกิจการตัดแต่งพันธุกรรมทางการเกษตร (GMO) แต่เพิ่มกิจการสูบน้ำเกลือใต้ดินเข้าไปแทน พร้อมกับปรับปรุงรายละเอียดของกิจการเดิมที่ยังคงอยู่ให้มีความยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น ซึ่งทั้ง 18 กิจการรุนแรงในร่างนี้ไม่มี โครงการ โรงแยกก๊าซ เข้ามาอยู่ในบัญชีรายชื่อด้วย

สำหรับการปรับปรุงแก้ไขรายละเอียดเพื่อให้กิจการที่อาจก่อผลกระทบต่อชุมชนอย่างร้ายแรงมีความยืดหยุ่นมากขึ้น อาทิ 1) โรงงานปิโตรเคมี ร่างฉบับเดิมบังคับใช้กับโรงงานปิโตรเคมีขั้นต้นหรือขั้นกลางทุกขนาดการผลิต ส่วนร่างฉบับใหม่จะระบุถึงขนาดและประเภทของสารเคมีที่ใช้ในการผลิต โดยโรงงานปิโตรเคมีขั้นต้นทุก ขนาดหรือโรงงานที่ขยายกำลังการผลิต 35% ขึ้นไป หรือโรงงานปิโตรเคมีขั้นกลางขนาดกำลังการผลิต 100 ตัน/วัน หรือขยายกำลังการผลิต 35% ขึ้นไปให้ถือเป็นกิจการรุนแรง แต่ไม่รวมถึงโรงงานปิโตรเคมี ขั้นปลาย ซึ่งเป็นโครงการปิโตรเคมี ส่วนใหญ่ในมาบตาพุดที่ถูกคำสั่งคุ้มครองให้ระงับการดำเนินการ ไม่ว่าจะเป็นของบริษัท ปตท.หรือเอสซีจี

2) โรงไฟฟ้า จากที่ร่างเดิมกำหนดทุกประเภทกิจการที่มีกำลังการผลิต 100 เมกะวัตต์ขึ้น ร่างฉบับใหม่ได้ปรับปรุงแก้ไขให้ครอบคลุมโรงไฟฟ้า 5 ประเภท ระบุขนาดกำลังการผลิต อาทิ โรงไฟฟ้าถ่านหินกำลังการผลิต 100 เมกะวัตต์ขึ้นไป, โรงไฟฟ้าชีวมวลกำลังการผลิต 150 เมกะวัตต์ขึ้นไป, โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติกำลังการผลิต 700 เมกะวัตต์ขึ้นไป, โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติใช้ระบบพลังความร้อนร่วม 1,000 เมกะวัตต์ขึ้นไป และโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ทุกขนาดการผลิต

3) โรงงานถลุงหรือแต่งแร่หรือหลอมโลหะ รวมเหล็กหรือเหล็กกล้า ร่างเดิมกำหนดไว้ที่ขนาดกำลังการผลิต 50 ตัน/วันทั้งหมด ส่วนร่างฉบับใหม่เปลี่ยนแปลงเป็นกำลังการผลิตตั้งแต่ 5,000 ตัน/วันขึ้นไปสำหรับโรงถลุงแร่เหล็ก, โรงถลุงแร่เหล็ก ที่มีการผลิตถ่านโค้กกำหนดทุกขนาด, โรงถลุงแร่ทองแดง-ทองคำ-สังกะสีกำลังการผลิต 1,000 ตัน/วัน, โรงถลุงแร่ตะกั่วทุกขนาด, โรงหลอมโลหะ (ยกเว้นเหล็ก อะลูมิเนียม) กำลังการผลิตตั้งแต่ 50 ตัน/วันขึ้นไป และโรงหลอมตะกั่ว กำลังการผลิตตั้งแต่ 10 ตัน/วันขึ้นไป

ด้านนายประสาน ตันประเสริฐ ประธานคณะกรรมการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) กล่าวว่า หากรายชื่อกิจการรุนแรง 18 ประเภทกิจการออกมาชัดเจนแล้ว เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับโครงการในมาบตาพุดประมาณ 50 โครงการที่ยังติดคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวอยู่ คาดว่าน่าจะเหลืออยู่ประมาณ 7 โครงการ เนื่องจากโครงการส่วนใหญ่เป็นโครงการปิโตรเคมีขั้นปลาย และเป็นโครงการที่ไม่เข้าข่ายในรายชื่อ 18 ประเภทกิจการ สามารถดำเนินการต่อเนื่องไปโดยปริยาย หลังจากมีการประกาศชัดเจนออกมา

แม้ว่าโครงการจะไม่เข้าข่ายในรายชื่อกิจการรุนแรง แต่ก็ยังมีประเด็นที่น่าเป็นห่วงก็คือ ในรัฐธรรมนูญและประกาศของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดช่องให้ประชาชนหรือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโครงการสามารถยื่นฟ้องต่อศาลให้ระงับการดำเนินการได้ หากยังเห็นว่ากิจการนั้นยังส่งผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ตรงนี้ถือเป็นความเสี่ยงของนักลงทุน เพราะหากก่อสร้างหรือผลิตไปแล้ว หากถูกชุมชนมาฟ้องร้องให้ชะลอการดำเนินการอีก ความเสียหายก็จะเกิดขึ้น

ช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมานี้ มีนักลงทุน รายใหญ่จากต่างประเทศคือ บริษัท ไบเออร์ ไทย จำกัด กับบริษัทดาว เคมิคอล ประเทศไทย ได้เข้าพบนายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมคนใหม่ เพื่อแสดงความยินดีและหารือเกี่ยวกับประเด็นของมาบตาพุด เนื่องจากบริษัททั้ง 2 ต่างก็มีโครงการลงทุนในมาบตาพุดและติดคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวของศาลปกครองกลาง ไม่สามารถดำเนินการต่อได้

ขณะที่นายบัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ โฆษกคณะกรรมการ 4 ฝ่าย กล่าวว่า ขณะนี้ภารกิจของคณะกรรมการ 4 ฝ่ายถือว่า "เสร็จสิ้นลงแล้ว" ไม่ว่าจะเป็นจัดทำแผนลดขจัดมลพิษในพื้นที่มาบตาพุด ผังเมือง และร่างรายชื่อกิจการรุนแรง ในส่วนที่จะต้องดำเนินต่อไปก็คือ การทำหน้าที่เป็นคณะกรรมการประสานการให้ความเห็นขององค์การอิสระ (เฉพาะกาล) ให้กลไกต่าง ๆ ภายใต้เงื่อนไขของมาตรา 67 เดินหน้าไปได้

ในระหว่างรอกฎหมายองค์การอิสระประกาศบังคับใช้ และการจัดตั้งองค์การอิสระ (ถาวร) ขึ้นมา จากการประเมินล่าสุดคาดว่าจะมีโครงการที่มาให้องค์การอิสระ (เฉพาะกาล) ให้ความเห็นเป็นโครงการแรกในช่วงเดือนกันยายน คือ โครงการผลิตก๊าซไฮโดรเจน ของบริษัท เอ็มทีพี เอชพี เจวี (ประเทศไทย) จำกัด (บริษัทร่วมทุนระหว่างบริษัทดาว เคมิคอล และโซเว่) ซึ่งขณะนี้โครงการดังกล่าวได้จัดการทบทวน และเปิดรับความคิดเห็นต่อร่างขอบเขตของ EIA และ HIA เรียบร้อยแล้ว

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2553  

Comments

   

  Social
Working Group
 

Environmental and Health
Working Group

  Economic
Working Group
  Strategy and Support
Working Group

 


 

 

 

 
Copyright © 2008 reserved by Petrichemical Industry Club.
Power by Bighead.co.th