คณะกรรมการ 4 ฝ่ายคลอดรายชื่อ 18 กิจการรุนแรง โรงงานปิโตรเคมีขั้นปลาย/ โรงแยกก๊าซ หลุดโผ ส่งผลให้ 50 โครงการที่ถูกคำสั่งศาลระงับการดำเนินการชั่วคราวถูกปลดล็อกออกเพียบ กนอ.คาดเหลือแค่ 7 โครงการในมาบตาพุดที่ยังคงกิจการรุนแรง ด้านนักลงทุนรายใหญ่ทั้ง "ปตท.-เอสซีจี-ไบเออร์-ดาว เคมิคอล" โล่งอก แต่หวั่นนักลงทุนไม่เชื่อมั่นประเด็นถูกฟ้องร้องย้อนหลัง หากชุมชนเห็นเป็นโครง การรุนแรง ล่าสุดคณะกรรมการ 4 ฝ่ายประกาศภารกิจสิ้นสุดแล้ว
ผู้สื่อข่าว "ประชาชาติธุรกิจ" รายงานเข้ามาว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา คณะกรรมการ 4 ฝ่ายแก้ไขปัญหามาบตาพุด ที่มีนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ได้พิจารณาสรุปร่างรายชื่อกิจการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างร้ายแรงทั้งด้านสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยมีการกำหนดประเภทกิจการรุนแรงทั้งสิ้น 18 ประเภท และจะนำเสนอให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี นำเข้าที่ประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พิจารณาอนุมัติออกประกาศให้มีผลบังคับใช้ต่อไป
ทั้งนี้ร่างรายชื่อ 18 ประเภทกิจการดังกล่าว ได้ปรับปรุงจากร่างเดิมที่เคยทำไว้มี 19 กิจการ โดยคณะอนุกรรมการพิจารณาแนวทางการวินิจฉัยกิจการที่อาจให้เกิดผลกระทบรุนแรง ชุดที่มีนายธงชัย พรรณสวัสดิ์ เป็นประธานได้จัดประชุมรับฟังความคิดเห็นของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั่วประเทศจนสรุปได้ออกมาเป็น 18 ประเภท โดยตัด 2 ประเภทกิจการออก ได้แก่ สนามกอล์ฟ กับกิจการตัดแต่งพันธุกรรมทางการเกษตร (GMO) แต่เพิ่มกิจการสูบน้ำเกลือใต้ดินเข้าไปแทน พร้อมกับปรับปรุงรายละเอียดของกิจการเดิมที่ยังคงอยู่ให้มีความยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น ซึ่งทั้ง 18 กิจการรุนแรงในร่างนี้ไม่มี โครงการ โรงแยกก๊าซ เข้ามาอยู่ในบัญชีรายชื่อด้วย
สำหรับการปรับปรุงแก้ไขรายละเอียดเพื่อให้กิจการที่อาจก่อผลกระทบต่อชุมชนอย่างร้ายแรงมีความยืดหยุ่นมากขึ้น อาทิ 1) โรงงานปิโตรเคมี ร่างฉบับเดิมบังคับใช้กับโรงงานปิโตรเคมีขั้นต้นหรือขั้นกลางทุกขนาดการผลิต ส่วนร่างฉบับใหม่จะระบุถึงขนาดและประเภทของสารเคมีที่ใช้ในการผลิต โดยโรงงานปิโตรเคมีขั้นต้นทุก ขนาดหรือโรงงานที่ขยายกำลังการผลิต 35% ขึ้นไป หรือโรงงานปิโตรเคมีขั้นกลางขนาดกำลังการผลิต 100 ตัน/วัน หรือขยายกำลังการผลิต 35% ขึ้นไปให้ถือเป็นกิจการรุนแรง แต่ไม่รวมถึงโรงงานปิโตรเคมี ขั้นปลาย ซึ่งเป็นโครงการปิโตรเคมี ส่วนใหญ่ในมาบตาพุดที่ถูกคำสั่งคุ้มครองให้ระงับการดำเนินการ ไม่ว่าจะเป็นของบริษัท ปตท.หรือเอสซีจี
2) โรงไฟฟ้า จากที่ร่างเดิมกำหนดทุกประเภทกิจการที่มีกำลังการผลิต 100 เมกะวัตต์ขึ้น ร่างฉบับใหม่ได้ปรับปรุงแก้ไขให้ครอบคลุมโรงไฟฟ้า 5 ประเภท ระบุขนาดกำลังการผลิต อาทิ โรงไฟฟ้าถ่านหินกำลังการผลิต 100 เมกะวัตต์ขึ้นไป, โรงไฟฟ้าชีวมวลกำลังการผลิต 150 เมกะวัตต์ขึ้นไป, โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติกำลังการผลิต 700 เมกะวัตต์ขึ้นไป, โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติใช้ระบบพลังความร้อนร่วม 1,000 เมกะวัตต์ขึ้นไป และโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ทุกขนาดการผลิต
3) โรงงานถลุงหรือแต่งแร่หรือหลอมโลหะ รวมเหล็กหรือเหล็กกล้า ร่างเดิมกำหนดไว้ที่ขนาดกำลังการผลิต 50 ตัน/วันทั้งหมด ส่วนร่างฉบับใหม่เปลี่ยนแปลงเป็นกำลังการผลิตตั้งแต่ 5,000 ตัน/วันขึ้นไปสำหรับโรงถลุงแร่เหล็ก, โรงถลุงแร่เหล็ก ที่มีการผลิตถ่านโค้กกำหนดทุกขนาด, โรงถลุงแร่ทองแดง-ทองคำ-สังกะสีกำลังการผลิต 1,000 ตัน/วัน, โรงถลุงแร่ตะกั่วทุกขนาด, โรงหลอมโลหะ (ยกเว้นเหล็ก อะลูมิเนียม) กำลังการผลิตตั้งแต่ 50 ตัน/วันขึ้นไป และโรงหลอมตะกั่ว กำลังการผลิตตั้งแต่ 10 ตัน/วันขึ้นไป
ด้านนายประสาน ตันประเสริฐ ประธานคณะกรรมการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) กล่าวว่า หากรายชื่อกิจการรุนแรง 18 ประเภทกิจการออกมาชัดเจนแล้ว เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับโครงการในมาบตาพุดประมาณ 50 โครงการที่ยังติดคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวอยู่ คาดว่าน่าจะเหลืออยู่ประมาณ 7 โครงการ เนื่องจากโครงการส่วนใหญ่เป็นโครงการปิโตรเคมีขั้นปลาย และเป็นโครงการที่ไม่เข้าข่ายในรายชื่อ 18 ประเภทกิจการ สามารถดำเนินการต่อเนื่องไปโดยปริยาย หลังจากมีการประกาศชัดเจนออกมา
แม้ว่าโครงการจะไม่เข้าข่ายในรายชื่อกิจการรุนแรง แต่ก็ยังมีประเด็นที่น่าเป็นห่วงก็คือ ในรัฐธรรมนูญและประกาศของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดช่องให้ประชาชนหรือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโครงการสามารถยื่นฟ้องต่อศาลให้ระงับการดำเนินการได้ หากยังเห็นว่ากิจการนั้นยังส่งผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ตรงนี้ถือเป็นความเสี่ยงของนักลงทุน เพราะหากก่อสร้างหรือผลิตไปแล้ว หากถูกชุมชนมาฟ้องร้องให้ชะลอการดำเนินการอีก ความเสียหายก็จะเกิดขึ้น
ช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมานี้ มีนักลงทุน รายใหญ่จากต่างประเทศคือ บริษัท ไบเออร์ ไทย จำกัด กับบริษัทดาว เคมิคอล ประเทศไทย ได้เข้าพบนายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมคนใหม่ เพื่อแสดงความยินดีและหารือเกี่ยวกับประเด็นของมาบตาพุด เนื่องจากบริษัททั้ง 2 ต่างก็มีโครงการลงทุนในมาบตาพุดและติดคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวของศาลปกครองกลาง ไม่สามารถดำเนินการต่อได้
ขณะที่นายบัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ โฆษกคณะกรรมการ 4 ฝ่าย กล่าวว่า ขณะนี้ภารกิจของคณะกรรมการ 4 ฝ่ายถือว่า "เสร็จสิ้นลงแล้ว" ไม่ว่าจะเป็นจัดทำแผนลดขจัดมลพิษในพื้นที่มาบตาพุด ผังเมือง และร่างรายชื่อกิจการรุนแรง ในส่วนที่จะต้องดำเนินต่อไปก็คือ การทำหน้าที่เป็นคณะกรรมการประสานการให้ความเห็นขององค์การอิสระ (เฉพาะกาล) ให้กลไกต่าง ๆ ภายใต้เงื่อนไขของมาตรา 67 เดินหน้าไปได้
ในระหว่างรอกฎหมายองค์การอิสระประกาศบังคับใช้ และการจัดตั้งองค์การอิสระ (ถาวร) ขึ้นมา จากการประเมินล่าสุดคาดว่าจะมีโครงการที่มาให้องค์การอิสระ (เฉพาะกาล) ให้ความเห็นเป็นโครงการแรกในช่วงเดือนกันยายน คือ โครงการผลิตก๊าซไฮโดรเจน ของบริษัท เอ็มทีพี เอชพี เจวี (ประเทศไทย) จำกัด (บริษัทร่วมทุนระหว่างบริษัทดาว เคมิคอล และโซเว่) ซึ่งขณะนี้โครงการดังกล่าวได้จัดการทบทวน และเปิดรับความคิดเห็นต่อร่างขอบเขตของ EIA และ HIA เรียบร้อยแล้ว
ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2553 |