News
 

Current Articles | Archives | Search

Thursday, April 01, 2010
บทความ : โครงการที่มีผลกระทบรุนแรง : อะไรคือจุดร่วมในความต่างที่ยอมรับได้ ?
By AdminFtipc @ 5:42 PM :: 371 Views
 

บัณฑิต ปัตทวีคงคา ประธานคณะทำงานด้านวิชาการคณะกรรมการประสานการจัดการสิ่งแวดล้อม เขตควบคุมมลพิษจังหวัดระยอง สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

ท่ามกลางอุณหภูมิร้อนแรงที่เพิ่มดีกรีระอุขึ้นเรื่อยๆ ในการถกเถียง อภิปราย ชี้แจงและระดมความคิดเห็นที่ผ่านมาในระดับท้องถิ่นและระดับประเทศต่อประเด็นการนำเสนอรายการโครงการหรือกิจการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ซึ่งขณะนี้ยังหาบทสรุปที่ลงตัวไม่ได้นั้น
            ผมเห็นว่า สิ่งที่เกิดขึ้นมิใช่ความยุ่งยาก ยุ่งเหยิงหรือสับสน แต่เป็นปรากฏการณ์ปกติที่ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการพัฒนาประเทศ การพัฒนาสังคม และการพัฒนาเศรษฐกิจที่จะต้องการความยั่งยืนต่อไปในอนาคตจากการระดมความคิดเห็น และเปิดมุมมองในหลายมิติ รวมทั้งทัศนคติที่แตกต่างกันอยู่มาก มีคำถามสำคัญเกิดขึ้น แต่ทั้งนี้หลายๆ ฝ่ายต่างมีเป้าหมายไม่ต่างกันคือ อะไรคือจุดร่วมในความต่างที่ทุกๆ ฝ่ายจะยอมรับได้? 

 ในรายการโครงการหรือกิจการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ ภายใต้คณะกรรมการ 4 ฝ่าย เพื่อแก้ปัญหาการปฏิบัติตามมาตรา 67 วรรคสองของรัฐธรรมนูญนั้น

จะเห็นได้ว่า เป็นความพยายามที่จะสร้างกรอบกติกาใหม่ๆ เพื่อใช้เป็นบรรทัดฐานสำคัญ และทำให้เกิดความครอบคลุมอย่างกว้างขวางในทางปฏิบัติทุกๆ ด้าน เพื่อใช้ในการพิจารณาโครงการการลงทุนทางอุตสาหกรรมที่จะมีผลกระทบ
 

กรอบพิจารณาต่างๆ ได้รับการคัดสรรไว้แล้วอย่างดี เช่น ขนาดของผลกระทบ ระดับความรุนแรง การกระจายตัว รวมถึงโอกาสเสี่ยงในการเกิดผลกระทบ ผลกระทบดังกล่าวอาจเกิดขึ้นกับ ชุมชน สิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพ
 

แต่ที่ผ่านมา ผู้ประกอบการ และภาคอุตสาหกรรมการผลิตมักถูกมองว่าเป็น “ผู้ร้าย” ของเรื่องอยู่เสมอ ความจริงเป็นเช่นนั้นหรือไม่?
 

โดยเนื้อแท้แล้ว ภาคอุตสาหกรรมเล็งเห็นความสำคัญของการอยู่ร่วมกันกับชุมชน แม้ที่ผ่านมาจะมีข้อบกพร่องเกิดขึ้น แต่ ณ เวลานี้ ไม่ใช่เวลาที่จะชี้ว่า ใครผิดใครถูก แต่เป็นเวลาที่ทุกๆ ฝ่ายควรเดินไปข้างหน้า โดยผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมต้องหันกลับมาทบทวนบทบาทของตนเองอย่างจริงจัง และมีภาครัฐซึ่งเป็นหน่วยงานอนุญาต และผู้บังคับใช้กฎหมาย ร่วมกันกับภาคส่วนอื่นๆ มองหามาตรการที่จะทำให้ผู้ประกอบการทุกรายมีความรับผิดชอบต่อสังคมมากที่สุด
 

ในการดำเนินการทางภาคอุตสาหกรรมหรือทำกิจการใดๆ ก็ตาม ย่อมส่งผลต่อชุมชนอย่างแน่นอนทั้งแง่บวก เช่น เกิดการสร้างงาน เกิดการสร้างอาชีพ และในแง่ลบ เช่น ปัญหาแรงงานอพยพ หรือปัญหามลพิษ
 

สิ่งเหล่านี้ โดยความเป็นจริงแล้ว เกี่ยวข้องกับความสามารถการบริหารจัดการ และการนำเทคโนโลยีที่เหมาะสมมาใช้ทั้งสิ้น โดยทุกภาคส่วนต้องมีธรรมาภิบาล ตั้งแต่ผู้อนุมัติหรืออนุญาต ผู้บังคับใช้กฎหมายทั้งส่วนกลางและส่วนท้องถิ่น รวมถึงตัวผู้ประกอบการเอง ประเทศไทยเอง ก็มีกลไกในการดูแลเรื่องนี้อยู่แล้ว
 

แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือ การนำไปปฏิบัติ รวมทั้งระดับของจิตสำนึกรับผิดชอบของผู้ประกอบการ ซึ่งจุดนี้เองคือ ส่วนที่ควรให้ความสำคัญเป็นลำดับแรกๆ ในการตอบโจทย์ความขัดแย้งในขณะนี้ 
 

จุดร่วมในความแตกต่างที่น่าพิจารณาก็คือ หากต้องประกาศรายการประเภทโครงการที่อาจจะส่งผลกระทบรุนแรงฯ ในตอนนี้ เราปฏิเสธความจริงๆ ไม่ได้ว่า ยังไม่มีใครที่จะสามารถหาข้อมูลได้รอบด้านทั้งหมด
 

ดังนั้น ความเป็นไปได้สำหรับทุกๆ ฝ่ายที่น่าจะยอมรับได้ก็คือ ให้ประกาศในส่วนที่เป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ และที่เป็นที่ยอมรับในทางสากลว่า ต้องมีการบริหารจัดการเป็นพิเศษก่อน ส่วนประเภทอุตสาหกรรมที่ยังต้องถกเถียง หรือยังไม่มีผลการศึกษาใดๆ มาสนับสนุน ก็น่าจะเป็นภาระความรับผิดชอบในลำดับต่อไปที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องรับไปทำการบ้านต่อ แล้วจากนั้นค่อยประกาศเพิ่มเติมก็ได้
 

หากไม่เป็นไปดังนี้แล้ว โครงการบางประเภทที่เมื่อมองโดยผิวเผินแล้ว น่าจะมีความรุนแรงใหญ่หลวง แต่ในความเป็นจริงเป็นโครงการที่เป็นการช่วยดูแลสิ่งแวดล้อม ก็จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้ หรือเกิดได้ยาก
 

ผมเห็นว่า โครงการที่ไม่มีผลรุนแรง และไม่ควรอยู่ในรายการดังกล่าว เช่น โครงการเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม การกำจัดขยะอันตรายโดยการรีไซเคิล ไม่ว่าจะอยู่ในรูปการคัดแยกหรือการเผาเป็นพลังงานทดแทนในเตาเผาปูนซีเมนต์หรืออื่นๆ
 

ความเป็นจริงก็คือ โครงการประเภทนี้ที่จริงแล้วรัฐบาลต้องส่งเสริมให้ดำเนินการให้มาก ให้จัดตั้งได้โดยไม่ยาก แต่ต้องเข้มงวดมิให้เอาขยะดังกล่าวมาเป็นมลพิษอีกทอดหนึ่งเอง
 

อีกโครงการที่น่าจะได้รับการพิจารณาส่งเสริม ก็คือ โครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด เช่น ก๊าซธรรมชาติ หรือจากก๊าซร้อนที่ปล่อยทิ้งแล้วจากการประกอบอุตสาหกรรม
 

ปัจจุบันประเทศไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากประเทศเพื่อนบ้าน และอาจทำให้ความมั่นคงทางพลังงานเสียสมดุลไปโดยอาศัยพลังงานจากแหล่งใดแหล่งหนึ่งมากเกินไป การอาศัยกรอบกรอบเดียวเพื่อใช้กับอุตสาหกรรมทุกประเภทนั้น จึงอาจส่งผลในแง่ลบได้
 

ตามที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ถือเป็นเพียงบางตัวอย่างเท่านั้น ยังมีอีกหลายประเภทที่ไม่สมควรจัดอยู่ในรายการดังกล่าว อย่างไรก็ตาม โครงการที่อาจมีผลกระทบรุนแรงฯ ดังกล่าว มีประโยชน์อยู่หลายด้านและควรพิจารณาถึง เช่น
 

1. เป็นประโยชน์ระยะยาว เพราะมีแนวโน้มจะทำให้ผู้ประกอบการมีส่วนรับผิดชอบในการดูแลสังคมอย่างแท้จริงทั้งในเรื่องสิ่งแวดล้อม และความเป็นอยู่ของสังคม รวมทั้งไม่เป็นอุปสรรคในการพัฒนาความเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน
 

2. เป็นโอกาสนำเสนอข้อมูลทางวิชาการด้านอุตสาหกรรม ซึ่งถือเป็นการให้ความรู้แก่ประชาชนให้เข้าใจอุตสาหกรรมได้ในอีกทางหนึ่ง   
 

3. ได้เรียนรู้และรับฟังปัญหาและข้อกังวลของประชาชนในแต่ละภูมิภาค ซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากการดำเนินงานของผู้ประกอบการบางรายที่ละเลยไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย
 

4. เป็นข้อมูลประกอบในการปรับปรุงกิจกรรม CSR ที่แท้จริงของผู้ประกอบการ เพื่อสนองตอบด้านความต้องการของชุมชน และสร้างสมดุลของการอยู่ร่วมกันให้ได้
 

ดังนี้แล้ว จึงเห็นได้ว่า เราน่าจะเริ่มจากการจัดทำรายการโครงการที่อาจมีผลรุนแรงฯ ในขอบข่ายเท่าที่จำเป็นในเบื้องต้นเสียก่อน โดยระบุให้ชัดเจนถึงความรุนแรงที่แท้จริง รวมทั้งกำหนดให้เป็นที่ยอมรับของทุกๆ ฝ่ายได้ เช่น โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ การผลิตหรือกำจัดสารกัมมันตรังสี สนามบิน เป็นต้น
 

ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่า การอนุมัติหรืออนุญาตจะมีความเข้มข้นน้อยลง แต่ดังที่ได้กล่าวมาข้างต้น การอนุมัติหรืออนุญาตใดๆ มีกลไกที่ดีที่จะคัดกรองโครงการต่างๆ ไว้รองรับอยู่แล้ว
 

หากผลตอบรับออกมาในทิศทางนี้ ย่อมเป็นที่เบาใจและวางใจได้ว่า ทุกๆ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ณ บัดนี้และในอนาคตจะเรียนรู้ และมีโอกาสในการทบทวนเพิ่มเติมได้ ไม่ใช่เป็นการปิดกั้นโอกาส สามารถแก้ไขปรับปรุงได้ตลอด ซึ่งในประเด็นนี้ กลุ่มอุตสาหกรรมมีความเห็นพ้องกับนโยบายของท่านนายกรัฐมนตรีที่ให้แก่กรรมการ 4 ฝ่ายฯ ที่มีคุณอานันท์ ปันยารชุนเป็นประธาน ว่า
 

“ต้องการให้มีเท่าที่จำเป็นและชัดเจนจริงๆ ซึ่งทุกฝ่ายยอมรับได้ก่อน เพื่อให้เกิดการปฏิบัติไประยะหนึ่งก่อน แล้วก็ค่อยประกาศเพิ่มได้ตลอดเวลา เมื่อเรามีข้อมูลมากพอ”
 

ภาคอุตสาหกรรมก็เป็นประชาชนเช่นกัน มีความต้องการอยู่ร่วมกับชุมชนซึ่งเป็นพี่น้อง และครอบครัวเดียวกัน การปรึกษาหารือจึงต้องโปร่งใสและจริงใจ มีเหตุและผลทางวิชาการสนับสนุน มีความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย และมีทัศนคติที่ดีต่อกัน
 

การแสวงหาจุดร่วมในความแตกต่างจึงมีความเป็นไปได้อย่างยิ่ง ทุกๆ ฝ่ายควรมองผลประโยชน์ในระยะยาวและมองความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติเพื่อให้ทุกภาคส่วนอยู่ในสังคมนี้ได้อย่างเกื้อกูลกัน

กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 1 เมษายน 2553

Comments

   

  Social
Working Group
 

Environmental and Health
Working Group

  Economic
Working Group
  Strategy and Support
Working Group

 


 

 

 

 
Copyright © 2008 reserved by Petrichemical Industry Club.
Power by Bighead.co.th