News
 

Current Articles | Archives | Search

Thursday, March 11, 2010
"อานันท์" วิพากษ์ปัญหามาบตาพุด "ถ้ารัฐบาลยังหน่อมแน้ม ภาคเอกชนต้องเป็นฝ่ายบุก"
By AdminFtipc @ 9:55 AM :: 341 Views
 

5 มีนาคมที่ผ่านมา "นายอานันท์ ปันยารชุน" อดีตนายกรัฐมนตรี ประธานคณะกรรมการ 4 ฝ่าย แก้ไขปัญหามาบตาพุด กล่าวปาฐกถา "แนวทางการแก้ไขปัญหาการลงทุนกับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม" ไว้อย่างน่าสนใจ

"ประชาชาติธุรกิจ" สรุปเนื้อหาสาระและประเด็นที่น่าสนใจ ดังนี้

...ทุกคนก็ทราบดีว่ามาบตาพุดมีปัญหาอย่างไร แต่คำถามที่เราต้องถามก็คือ ปัญหาที่เกิดขึ้นในมาบตาพุดเกิดจากไหน จุดเริ่มต้นอยู่ที่ใด และเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นเพราะคน หรือเหตุผลอื่น

ผมยังจำได้ว่า 24-25 ปีก่อน มีการวางแผนสร้างมาบตาพุดให้เป็นนิคม อุตสาหกรรมขนาดใหญ่เพื่อรองรับอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ตอนนั้นมีความ ตื่นเต้นกันมาก ซึ่งผมถือว่าเป็นความสำเร็จของรัฐบาลในชุดนั้น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเรื่อง ที่ชงมาจากข้าราชการประจำในสภาพัฒน์ แบบแปลนที่ออกมาค่อนข้างดี

มีการสร้างโครงสร้างพื้นฐานรองรับ ไม่ว่าจะเป็นถนน ท่าเรือน้ำลึก ทุกอย่างมีการแบ่งชัดเจนว่าโรงงานจะอยู่ที่ใด มีพื้นที่ชุมชน อยู่ที่ใด และระหว่างชุมชนกับโรงงานต้องเป็นพื้นที่สีเขียว มีพื้นที่กันชน เพื่อให้มลพิษที่อาจเล็ดลอดมาจากโรงงานไม่ทำลายสุขภาพของราษฎรที่พักอาศัยอยู่บริเวณนั้น

ผ่านไป 20 กว่าปี เมื่อถึงขั้นปฏิบัติกลับไม่เป็นไปตามแผน มีการขยับขยายโรงงานด้วยความเห็นชอบหรือด้วยความสมรู้ร่วมคิดของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นบ้าง เจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางบ้าง การบุกรุกเข้าไปในพื้นที่ สีเขียวหรือพื้นที่กันชน ทำให้ปัจจุบันพื้นที่กันชนแทบไม่มีแล้ว

โรงงานบางโรงงานก็ไม่แสดงความรับผิดชอบต่อสังคม บริษัทใดที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมสูงหน่อย ก็อาจจะเป็นผู้ร้ายน้อยที่สุด แต่ก็มีโรงงานอีกหลายโรงงานที่ไม่สนใจกฎหมาย ไม่แสดงความห่วงใยต่อสุขภาพของชุมชนที่อยู่ใกล้โรงงาน

ฉะนั้น ปัญหามาบตาพุดไม่ได้เกิดขึ้นเมื่อ 3 ปีที่แล้ว แต่เกิดมากว่า 10 ปีแล้ว แล้วทุกครั้งที่เกิดปัญหา รัฐในอดีตก็ไม่ได้แก้ปัญหาขั้นพื้นฐาน ไม่ได้แก้ที่รากเหง้า ส่วนใหญ่ทำหน้าที่ติดปลาสเตอร์ ทายาแดง ให้กินยาแอสไพริน เป็นการบรรเทาความทุกข์ชั่วคราวเท่านั้น

กระทั่งเกิดรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 ซึ่งได้มีการเขียนถึงเรื่องสิทธิชุมชน ชุมชนมีสิทธิ์ที่จะมีชีวิตที่ปราศจากมลพิษ และไม่มีโรงงานใดหรือกิจการใดที่เกี่ยวกับโรงงานปล่อยสารพิษออกมาทำลายสุขภาพของประชาชน มีมาตรการต่าง ๆ ในการควบคุมไม่ให้เกิดเรื่องเหล่านี้ จนมาถึงรัฐธรรมนูญฉบับ 2550

"กรรมการ 4 ฝ่ายที่ท่านนายกฯได้ตั้งขึ้นมา ซึ่งผมได้รับหน้าที่เป็นประธาน คล้ายกับว่าเราว่าจ้างเขียนแบบ เมื่อเขียนแบบเสร็จ และคิดว่าเป็นแบบที่ดี แต่ก็อาจจะมีข้อบกพร่อง แต่แบบนี้จะสัมฤทธิผลได้ก็ต่อเมื่อมีการปฏิบัติ"

ในคณะกรรมการ 4 ฝ่าย ในการสร้างกระบวนการสร้างวิธีการรับฟังความคิดเห็น ออกแบบได้สวยพอใช้ แต่พอถึงขั้นปฏิบัติอาจมีปัญหานิดหน่อย เพราะความยังไม่เข้าใจลึกซึ้งเรื่องกระบวนการว่าทำไมถึงมีการรับฟังความคิดเห็น

การรับฟังความคิดเห็นเป็นเรื่องของ การเผชิญหน้ากัน เถียงกัน และเอาชนะ ซึ่งกันและกัน ซึ่งการรับฟังความคิดเห็นในประเทศที่เขาทำกันมานานแล้ว ตระหนักไปในเรื่องของการให้ข้อมูล ข้อเท็จจริงให้ข้อวิเคราะห์ แล้วก็จบกัน ไม่ต้องนั่งเถียงกันในห้อง ฉะนั้นปัญหานี้ไม่ใช่ปัญหาของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นปัญหาของชาติ ปัญหาสังคม เราจึงเสนอให้มีมาตรการที่จะนำไปสู่การจัดตั้งองค์กรอิสระ

นี่คือสิ่งที่คนไทยต้องให้ความสนใจว่า รัฐธรรมนูญเรามีอะไรเกิดขึ้น มีการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ และเมื่อปฏิบัติแล้ว ขั้นต่อไปที่ต้องเฝ้าระวังว่ารัฐและข้าราชการจะมีประสิทธิภาพ ในการทำงานชิ้นนี้มากน้อยแค่ใด

"ปัญหาการโกงกิน ปัญหาความไม่ซื่อสัตย์ ปัญหาความไม่เอาไหน ปัญหาความล่าช้า การละเลยหน้าที่ ไม่มีความห่วงใยต่อทุกข์สุขของราษฎรที่แท้จริง สิ่งเหล่านี้เป็นอุปสรรค ผมมีความหวังว่า ตัวท่านนายกฯ รัฐบาล นักการเมือง ข้าราชการ จะสามารถปรับตัวทัน และเริ่มศักราชใหม่ มีทัศนคติในการทำงานแบบใหม่ มีความกระตือรือร้น มีความเอาใจใส่ต่อหน้าที่ มีความจริงใจจริงจัง และไม่คดโกง"

ถึงวันนั้นเมื่อไหร่ ผลงานประจักษ์ ออกมา ซึ่งเป็นที่พอใจทั้งจากฝ่ายอุตสาหกรรม ฝ่ายภาคประชาสังคม และราษฎรที่อยู่ในพื้นที่ ถ้าถึงวันนั้นจะเป็นวัน ที่พวกเรานอนตาหลับ และจะไม่มีเหตุการณ์มาบตาพุดเกิดขึ้นอีก และไม่น่าจะมีเหตุการณ์แบบมาบตาพุดเกิดขึ้นในพื้นที่อุตสาหกรรมทั่วไปในประเทศ เพราะจุดนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนวิธีคิดของประชาชน เขาจะเริ่มให้ความไว้วางใจรัฐและข้าราชการมากขึ้น ถ้าไม่สามารถสร้างความไว้ใจ ปัญหาที่แก้ไขจะเป็นปัญหาที่แก้ไขบนเอกสารเท่านั้น

ไม่เพียงรัฐบาลหรือข้าราชการต้อง ปรับตัว แต่ภาคอุตสาหกรรมต้องปรับตัว วันนี้เลิกได้แล้วที่บอกว่าผมทำตามกฎหมาย ไม่พอครับ เริ่มต้นต้องทำตามกฎหมาย ด้วยความจริงใจ ไม่หลีกเลี่ยง เบี่ยงเบน แต่สุดท้ายต้องทำเกินกฎหมาย ทำเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด เพื่อทุกข์สุขของประชาชน

ฉะนั้นความเข้าใจกับความไว้ใจก็จะเกิดขึ้น ผมคิดว่ารัฐบาลมีหน้าที่ต้องทำอีก หลายอย่าง เพราะไม่ใช่แก้เรื่องมาบตาพุดอย่างเดียว แต่ปัญหาจริง ๆ คือแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมของเมืองไทยด้วย

หลายอย่างที่รัฐบาลต้องมีนโยบายที่เด่นชัด ให้เป็นที่เข้าใจง่าย เป็นธรรมกับสังคม ต้องลดมลพิษ ไม่ใช่ลดเพราะกฎหมายบังคับ หรือเจรจากับนิคม กับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ แต่ต้องมีทุกวิถีทาง หรือมีมาตรการที่จะทำให้มลพิษลดลงเรื่อย ๆ

ต้องมีโครงการที่ให้กำลังใจ เช่น ทำระบบภาษี ใครปล่อยมลพิษ คนนั้นก็ต้องจ่ายตังค์ ใครนำเทคโนโลยีหรือเครื่องจักร ที่ลดมลพิษเข้ามา คนนั้นก็จะได้รับสิทธิพิเศษเรื่องภาษีนำเข้า ซึ่งจุดหมายบั้นปลายไม่ได้อยู่ที่ว่าทำให้มาบตาพุดอยู่ได้ แต่จะทำอย่างไรให้อุตสาหกรรมทั่วประเทศกับชุมชนอยู่ด้วยกันได้อย่างผาสุก ร่วมมือ เข้าใจ และไม่สร้างปัญหาซึ่งกันและกัน

ผมอยากเห็นภาคเอกชนเอาจริงเอาจัง ไม่ว่าจะเป็นสภาอุตสาหกรรมฯ หรือบริษัทปิโตรเคมีต่าง ๆ ต้องมีมาตรการของตัวเองในการเฝ้าระวัง ซึ่งในปัจจุบันอาศัยระบบราชการในการเฝ้าระวัง ...ไม่มีทางครับ

"ฉะนั้นถ้ารัฐบาลยังทำอะไรไม่ได้ หรือหน่อมแน้มอยู่ ผมว่าฝ่ายภาคธุรกิจเอกชนต้องเป็นฝ่ายบุก สร้างความเข้าใจที่ดีกับชุมชน อย่าหวังพึ่งราชการทุกอย่าง ถ้าคนในสังคมเรียนรู้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างเกิดจากตัวเอง ไม่ใช่มีอะไรก็วิ่งหารัฐบาลไม่ถูกใจก็ด่ารัฐบาลอย่างเดียว ไม่พอครับ ทุกคนต้องตื่นตัว ต้องทำหน้าที่ด้วยความ รับผิดชอบ"

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 33 ฉบับที่ 4191  

Comments

   

  Social
Working Group
 

Environmental and Health
Working Group

  Economic
Working Group
  Strategy and Support
Working Group

 


 

 

 

 
Copyright © 2008 reserved by Petrichemical Industry Club.
Power by Bighead.co.th