News
 

Current Articles | Archives | Search

Tuesday, March 02, 2010
เสียงสะท้อน 'คนมาบตาพุด'
By AdminFtipc @ 11:20 AM :: 207 Views
 

เมื่อติดตามการแก้ไขปัญหามลพิษมาบตาพุดมาอย่างต่อเนื่องจะสังเกตเห็นได้ว่า "หลัก" ที่ทุกฝ่ายจับยึดและเชื่อว่านำไปสู่การแก้ไขปัญหาได้ในทุกวันนี้ก็คือ รัฐธรรมนูญปี 2550 มาตรา 67 วรรค 2 ที่ว่าด้วยเรื่องของการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) การประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ (เอชไอเอ) การรับฟังความคิดเห็น และองค์การอิสระ ซึ่งขณะนี้กระบวนการเอชไอเอและการรับฟังความคิดเห็นได้ลงสู่การปฏิบัติแล้วด้วยความหวังว่าจะเป็นกลไกลดความขัดแย้งระหว่างชุมชนกับโรงงานอุตสาหกรรม ให้อยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน แต่ในความรู้สึกของ "คนมาบตาพุด" ที่อยู่กับปัญหามายาวนานนับสิบปีจะมีความเชื่อมั่นมากน้อยเพียงใดในกระบวนการใหม่ที่เกิดขึ้นนี้ "ฐานเศรษฐกิจ" เดินทางไปจังหวัดระยองเพื่อค้นหาคำตอบ


+ หวั่นเอชไอเอแค่ปลดล็อกนายทุน
 นายโสด  สลาลาศ ประธานศูนย์ศึกษาพัฒนาวิสาหกิจชุมชนเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา เทศบาลเมืองมาบตาพุด และที่ปรึกษาชุมชนอิสลาม หนึ่งในผู้อาวุโสที่เป็นผู้นำความคิดคนสำคัญคนหนึ่งของชุมชนเมืองมาบตาพุด เปิดใจกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า มองว่าการทำเอชไอเอนั้นเป็นเรื่องที่ดี แต่ยังดูเหมือนเป็นการทำไปอย่างนั้นเองไม่มีมาตรฐานที่ชัดเจน มาตรการดูแลสุขภาพที่จะเป็นผลจากการทำเอชไอเอจะมีใครมารองรับ ใครจะเป็นคนรับผิดชอบก็ยังไม่ชัด
 "จะเอาเอชไอเอไปเพื่อปลดล็อกโครงการที่ถูกฟ้อง นายทุนได้ทำตามกรอบกฎหมาย แต่ชาวบ้านยังไม่เห็นจะได้อะไร โครงการที่มาทำตามรัฐธรรมนูญอยู่นี้ ก็ไม่รู้ว่าถ้าไม่ถูกฟ้องจะทำหรือเปล่า การมีส่วนร่วมของประชาชนก็เป็นแค่คำพูด การมีส่วนร่วมจริงๆ น่าจะน้อย วันนี้ยังไม่แน่ใจว่าชาวบ้านจะเชื่อถือเอชไอเอที่ออกมาหรือไม่ เพราะการทำอีไอเอที่ผ่านมา ชาวบ้านก็ถูกโกหกไปแล้วหนหนึ่ง นั่งเทียนเขียนรายงานกันหรือเปล่าเราก็ไม่รู้ รัฐบาลก็ไม่ได้ลงมาตรวจสอบ"
 ด้านการมีส่วนร่วมนั้นชาวบ้านยังไม่รู้ข้อมูล ถ้าจะให้มีส่วนร่วมจริงๆ ควรให้การอบรมตั้งแต่การเก็บข้อมูลพร้อมกับพวกบัณฑิตหรือนักศึกษาที่ลงพื้นที่ จะได้รู้ว่าต้องเก็บข้อมูลอะไรบ้าง เก็บถูกต้องหรือไม่ ชาวบ้านจะได้เชื่อถือ นอกจากนี้ ยังมีความกังวลว่า เมื่อมีกระบวนการต่างๆ เกิดขึ้นก็มีผลประโยชน์ทับซ้อนตามมา เอชไอเอที่ทำอยู่ทุกวันนี้บริษัทที่ปรึกษาก็ได้ประโยชน์ไปแล้ว และยังไม่รู้ว่าถ้ามีองค์การอิสระ ใครจะเข้าไปนั่ง และมีผลประโยชน์ทับซ้อนอะไรหรือไม่


+ แนะทางแก้ปัญหายั่งยืน
ที่ปรึกษาชุมชนอิสลาม ให้ความเห็นว่า แนวทางการแก้ปัญหามาบตาพุด มี 3 ด้าน คือ 1. ผู้รักษากฎหมายต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ทั้งอุตสาหกรรมจังหวัด สิ่งแวดล้อมจังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 2. ต้องใช้เทคโนโลยีในการแก้ปัญหา โดยรัฐบาลควรให้การส่งเสริมด้วย เช่น อาจลดหย่อนภาษีให้แก่ผู้ประกอบการที่ลงทุนด้านเทคโนโลยีเพื่อสิ่งแวดล้อม 3.ขยายพื้นที่สีเขียวให้ชุมชน ซึ่งผู้ประกอบการควรเข้ามาสนับสนุน เช่น ให้เงินสนับสนุนการดูแลต้นไม้ 500 บาทต่อไร่ต่อปี โดยกำหนดว่าต้องมีต้นไม้กี่ต้นในพื้นที่นั้นๆ
 ส่วนกรณีที่มีการฟ้องร้องภาครัฐและโครงการของเอกชน คนกลุ่มที่ฟ้องส่วนใหญ่ไม่ใช่คนในพื้นที่มาบตาพุด แต่ก็ยอมรับว่าสิ่งที่ทำนั้นช่วยกระตุ้นให้เกิดการแก้ไขปัญหา แต่ขณะเดียวกันก็กระทบกับคนในพื้นที่ส่วนใหญ่ที่ต้องพึ่งพาโรงงานด้วย จึงต้องถามว่ายุติธรรมหรือไม่ ไม่ใช่ฟ้องดะไปหมด การแก้ไขปัญหาต้องยึดหลัก 6 ร่วม คือ ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมแก้ปัญหา ร่วมพัฒนา ร่วมรับผิดชอบ ร่วมรับผลประโยชน์ ถ้ายังคงฟ้องต่อไปก็ไม่แก้ปัญหา และจะทำให้ชาวบ้านจนซ้ำซ้อน

+ดึงโรงงานเก่าแก้ปัญหาด้วย
นายจำเนียร ไตรลักษณ์ หนึ่งในผู้ฟ้องร้องให้ประกาศจังหวัดระยองเป็นเขตควบคุมมลพิษ ต่อศาลปกครองจังหวัดระยอง สะท้อนถึงการแก้ไขปัญหาด้วยการเพิ่มกระบวนการเอชไอเอว่า สามารถแก้ปัญหาได้ส่วนหนึ่งเท่านั้น ต้องกลับมาดูด้วยว่า เมื่อ 64 โครงการทำเอชไอเอ รับผิดชอบมลพิษที่ปล่อยออกมาแล้ว โรงงานเดิมที่ตั้งอยู่ก่อนหน้านี้ต้องมาร่วมรับผิดชอบด้วยเช่นกัน เพราะปัญหามลพิษที่เกิดขึ้นโรงงานเก่ามีส่วนเกี่ยวข้อง โรงงานใหม่เป็นเพียงส่วนที่เพิ่มเติมเข้ามา ส่วนการมีส่วนร่วมของประชาชนจะเห็นผลหรือไม่ อยู่ที่ว่าภาครัฐมีความเข้มแข็ง ลงมาช่วยกำกับดูแลหรือไม่ เพราะถ้าในอดีต ภาครัฐเข้ามาดูแลดี ปัญหาก็คงไม่เกิดอย่างทุกวันนี้
 "มีคำถามว่า เราจะเอาเศรษฐกิจ หรือ ชีวิตประชาชน เราต้องเอาทั้ง 2 อย่าง ดังนั้นจึงจำเป็นต้องทำกระบวนการให้ถูกต้อง โรงงานต้องจริงใจในการแก้ไขปัญหา ข้อมูลต้องเปิดเผย  พร้อมกันนี้ภาครัฐต้องเข้ามาดูว่าในพื้นที่มีความเสี่ยงอะไร รัฐช่วยอะไรได้บ้าง ซึ่งเชื่อว่าถ้าไม่มีการฟ้องให้ระยองเป็นเขตควบคุมมลพิษต่อศาลปกครองระยอง ก็คงไม่มีงบ 877 ล้านบาทเข้ามาช่วยเรื่องประปา โรงพยาบาล และการจัดการขยะ ขณะเดียวกัน ประชาชนก็ต้องเข้ามามีส่วนร่วมมาศึกษาหาความรู้ด้านมลพิษ และเฝ้าระวังมลพิษด้วย แต่จะสำเร็จได้ก็ต้องมาจากการเปิดเผยข้อมูลของรัฐและผู้ประกอบการ"


+เวทีรับฟังความเห็นเอสซีจีคึกคัก
 เมื่อวันที่ 15-16 กุมภาพันธ์ 2553 ที่ผ่านมา บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด ได้จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นเพื่อกำหนดขอบเขตการศึกษาและแนวทางการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (Public Scoping) ขึ้นที่โรงแรมสตาร์ จังหวัดระยอง มีชาวบ้านจากชุมชนต่างๆ ในเขตเทศบาลเมืองมาบตาพุด และเขตเทศบาลตำบลมาบข่าพัฒนามาร่วมรับฟังความคิดเห็นกว่า 800 คน
 นายวิเชียร ศักดิ์เจริญ ประธานชุมชนมาบข่า จังหวัดระยองได้แสดงความเป็นห่วงเรื่องมาตรฐานการตรวจวัดสารพิษและผลกระทบด้านสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นว่า เป็นห่วงว่าสารพิษที่โรงงานปล่อยออกมานั้นจะมีผลกระทบรุนแรงต่อสุขภาพของชาวบ้านแค่ไหน เป็นผลกระทบเพียงช่วงระยะเวลาหนึ่งหรือตลอดไป การตรวจวัดหาค่าเฉลี่ยของสารพิษ หากเป็นตัวเลขเฉลี่ยทั้งปี เชื่อว่าอย่างไรก็คงไม่เกินค่ามาตรฐาน จึงอยากขอให้ผู้วิจัยช่วยตรวจและคำนวณค่าปริมาณสารพิษเป็นรายสัปดาห์หรือรายเดือน ว่าแต่ละเดือนมีค่าเกินมาตรฐานหรือไม่อย่างไร เพราะในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ มีนาคม ค่าสารพิษอาจจะเกินมาตรฐานก็ได้ แต่เมื่อนำมาเฉลี่ยทั้งปีก็อยู่ในเกณฑ์ปกติ
 สำหรับบรรยากาศภาพรวมของเวทีดังกล่าวมีผู้นำชุมชน ตัวแทนชาวบ้าน สมาชิกสภาเทศบาลหลายคนได้ร่วมแสดงความเห็นทั้งประเด็นสิ่งแวดล้อมและสุขภาพอย่างคึกคัก ไม่ว่าจะเป็นการนำเสนอข้อสงสัย อาทิ การรวมตัวของสารเคมีจากต่างโรงงานที่อาจทำให้เกิดสารใหม่ที่เป็นพิษแต่ไม่มีโรงงานไหนรับผิดชอบ ความเป็นห่วงถึงภาวะโลกร้อนจากก๊าซมีเทนที่ปล่อยจากบ่อบำบัดน้ำเสีย ข้อกังวลเกี่ยวกับพื้นที่กันชน (Buffer Zone) และหลักประกันการดูแลสุขภาพของประชาชนในพื้นที่อย่างจริงจัง พร้อมทั้งมีแนวทางแก้ปัญหาที่น่าสนใจและน่าจะพัฒนาต่อให้เห็นผลเป็นรูปธรรม เช่น การประสานความร่วมมือระหว่างโรงงาน ชาวบ้านและรัฐ การตั้งกองทุนด้านสุขภาพ และการส่งเสริมชุมชนให้ร่วมเพิ่มพื้นที่สีเขียว เป็นต้น
 ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่าชาวบ้านได้ศึกษาข้อมูลมาอย่างดี เพื่อที่จะรักษาสิทธิของตนเองและลูกหลานชาวระยอง โดยอยู่บนพื้นฐานของเหตุและผล แม้จะยังมีความคลางแคลงใจในบางประเด็น แต่การที่ทุกฝ่ายเริ่มหันหน้าเข้าหากันมากขึ้น หารือกันอย่างตรงไปตรงมา และพยายามที่จะหาทางออกร่วมกัน นับเป็นสัญญาณที่ดีในการแก้ปัญหามาบตาพุดอย่างจริงจัง อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องอาศัยเวลาและความจริงใจจากภาคอุตสาหกรรมและภาครัฐในการที่จะพิสูจน์ว่า กระบวนการทั้งหมดที่ทุ่มเททั้งเวลา คน และงบประมาณลงไปนี้มีจุดประสงค์ที่จะให้คนมาบตาพุดมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยไม่ได้เป็นแค่เพียงเครื่องมือปลดล็อกให้กลุ่มนายทุนเท่านั้น

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,509
  28 กุมภาพันธ์  - 3 มีนาคม พ.ศ. 2553

Comments

   

  Social
Working Group
 

Environmental and Health
Working Group

  Economic
Working Group
  Strategy and Support
Working Group

 


 

 

 

 
Copyright © 2008 reserved by Petrichemical Industry Club.
Power by Bighead.co.th