ปัญหาสิ่งแวดล้อมในมาบตาพุดได้กลายเป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชน อย่างกว้างขวางจนเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2552 ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำสั่งในคดีเกี่ยวกับโครงการอุตสาหกรรม 76 โครงการ ปัญหาสิ่งแวดล้อมนี้เกี่ยวเนื่องกับการพัฒนาโรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ ซึ่งเป็นอสังหาริมทรัพย์ ดร.โสภณ พรโชคชัย ประธานกรรมการบริหาร มูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย จึงส่งอาสาสมัครนักวิจัยออก สำรวจความคิดเห็นของประชาชนเพื่อสะท้อนภาพของปัญหาจากประชาชนเจ้าของพื้นที่จริง ซึ่งมูลนิธิหวังว่าข้อค้นพบในการศึกษานี้เป็นประโยชน์ต่อการวางแผนจัดการสิ่ง แวดล้อมและการพัฒนาเมืองในพื้นที่มาบตาพุดและขอยืนยันว่าการศึกษานี้ดำเนินการด้วยความบริสุทธิ์ใจไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสีย ไม่ได้มีอคติและไม่ได้รับอามิสหรือผลประโยชน์จากผู้ใด
การสำรวจนี้ดำเนินการในช่วงวันที่ 14, 15 และ 22 พฤศจิกายน 2552 การสุ่มตัวอย่างโดยวิธีการสุ่มแบบสองขั้น (Two-stage Sampling)โดยการสุ่มในขั้นแรก เป็นการสุ่มชุมชนตัวอย่างด้วยวิธีการสุ่มแบบง่าย (Simple Random Sampling) ในระดับชุมชน ได้ 21 ชุมชนจาก 31 ชุมชน และการสุ่มขั้นที่ 2คือ การสุ่มประชาชนที่อาศัยอยู่ในชุมชนที่สุ่มได้ในขั้นที่ 1 สำหรับขนาดตัวอย่างจำนวนครัวเรือน เป็นไปตามสูตรของ Yamane โดยได้ตัวอย่างจริงครั้งนี้ได้ขนาดตัวอย่างทั้งสิ้น 1,107 คน ครัวเรือนทั้งหมด 1,107 ครัวเรือนนี้ ครอบคลุมประชากร 3,918 คน จากจำนวนประชากรทั้งหมด 33,492 คน หรือครอบคลุม 11.70% ของประชากรทั้งหมด ในอีกแง่หนึ่งหากพิจารณาจากจำนวนผู้ให้สัมภาษณ์ซึ่งเป็นบุคคลที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป จะพบว่าจำนวนผู้ให้สัมภาษณ์จำนวน 1,107 คน เป็นสัดส่วนเท่ากับ 4.7%ของจำนวนประชากรอายุ 18 ปีขึ้นไปมีอยู่ทั้งหมด 23,597 คนในมาบตาพุด ซึ่งถือเป็นสัดส่วนประชากรที่เพียงพอในการสุ่มที่เชื่อถือได้ ประชาชนต้องการอุตสาหกรรม ประเด็นสำคัญที่พึงพิจารณาในเชิงนโยบายก็คือประชากรส่วนใหญ่ (65.3%หรือสองในสาม)ในพื้นที่มาบตาพุดเห็นควรให้มีการขยายตัวของอุตสาหกรรม ในพื้นที่ต่อไปมีเพียงหนี่งในสามที่เห็นว่าควรหยุดขยายอุตสาหกรรม
หากนับรวมผู้ที่ยังไม่แน่ใจหรือไม่มีความเห็น 22.2% แล้ว จะพบว่าประชากรที่เห็นว่าควรหยุดขยายตัวมีอยู่ 26.6%หรือเพียงครึ่งหนึ่งของประชากรที่เห็นควรให้อุตสาหกรรมในพื้นที่ มาบตาพุดควรจะขยายตัวต่อไป (51.1% หากพิจารณาในรายละเอียดจะพบว่า แม้ประชากรที่อยู่อาศัยในพื้นที่เกิน 10 ปี ถึง55% จะเห็นควรให้อุตสาหกรรมขยายตัวต่อไป แต่ก็ยังน้อยกว่าค่าเฉลี่ยรวมที่ 65.3% นอกจากนี้ แม้กลุ่มประชากรที่เป็นเจ้าของบ้านโดยเฉพาะบ้านเดี่ยวส่วนมากจะเห็นควรให้มี การขยายตัวของอุตสาหกรรมต่อไป แต่ก็ยังถือว่าน้อยกว่าค่าเฉลี่ยที่ 65.3% เช่นกัน
การนี้แสดงให้เห็นว่าประชากรส่วนน้อยที่ไม่อยากให้อุตสาหกรรมขยายตัวคงคำนึงถึงความเคยชินในการอยู่อาศัยและการยึดติดกับอสังหาริมทรัพย์ที่ครอบครองเป็นสำคัญ มลพิษกับการเจ็บป่วย มักมีการอ้างอิงว่ามลพิษในมาบตาพุด ทำให้เกิดการเจ็บป่วยต่าง ๆ นานา การศึกษานี้จึงได้สำรวจความเห็นของประชาชนในประเด็นนี้ โดยพบว่าในรอบ 1 ปีที่ผ่านมาจำนวนผู้เจ็บป่วยหรือเสียชีวิตตามผลกระทบจากมลพิษในเขตมาบตาพุด มีอยู่ทั้งหมด504 ราย หรือประมาณ 12.86% ของจำนวนประชากรทั้งหมด
ทั้งนี้แยกเป็นสาเหตุจากการทำงานในสถานประกอบการ 92 ราย หรือ 2.35%ของจำนวนประชากรทั้งหมด ที่เหลืออีก 412 รายหรือ 10.52%ป่วยหรือเสียชีวิตจากการอยู่อาศัยในพื้นที่ ในการพิจารณาผลกระทบจากมลพิษควรพิจารณาแยกกลุ่มผู้ป่วยและเสียชีวิตจากมลพิษ ในสถานประกอบการออกก็เพราะผลกระทบจากมลพิษในกรณีนี้สามารถเกิดขึ้นได้ในทุก แห่งทั่วประเทศทั้งนี้มักเป็นผลจากความประมาทและการขาดการควบคุมอาชีวะ อนามัยที่ดีในสถานประกอบการดังนั้นในการพิจารณาถึงมลพิษในมาบตาพุดจึงควร เน้นเฉพาะกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากการอยู่อาศัยซึ่งมีอยู่ประมาณ10.52% ของประชากรทั้งหมดเป็นสำคัญ
อย่างไรก็ตาม เมื่อตรวจสอบการเจ็บป่วยจากทุกกลุ่มพบว่า ส่วนมาก (11.82% มักเป็นการเจ็บป่วยเล็กน้อย เช่น เป็นหวัด ภูมิแพ้ เป็นต้น กลุ่มที่เชื่อว่าป่วยหนักหรือเสียชีวิตเพราะมลพิษ มีเพียง 0.69%ของประชากรทั้งหมดเท่านั้น ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่าจำนวนผู้เจ็บป่วยและเสียชีวิตจากมลพิษมีไม่มากนัก ซึ่งแตกต่างจากความเชื่อทั่วไปที่ว่ามลพิษได้ก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพในบริเวณ มาบตาพุด จากข้อมูลของกรมควบคุมมลพิษ พบว่า สาเหตุหลักของการตายของประชาชนในจังหวัดระยองในปี 2548 เป็นเพราะสาเหตุภายนอกการป่วยและการตาย(เช่น อุบัติเหตุ ฆ่าตัวตายถูกฆ่าตาย) ถึง 15% รองลงมาคือสาเหตุจากโรคมะเร็งและเนื้องอก 12.7%และสาเหตุจากโรคติดเชื้อและปรสิต 12.6%
สำหรับสาเหตุการตายจากโรคมะเร็งและเนื้องอกในจังหวัดระยองกลับมี สัดส่วนต่ำกว่าระดับทั่วประเทศ อีกประจักษ์หลักฐานหนึ่งที่ชี้ว่าการเจ็บป่วยเพราะมลพิษในมาบตาพุดยังไม่ได้ อยู่ในระดับที่สูงเกินมาตรฐานทั่วประเทศก็คือ การเปรียบเทียบาจำนวนประชากรที่ป่วยหรือรู้สึกไม่สบายระหว่าง 1 เดือนก่อนวันสัมภาษณ์ พ.ศ. 2550 ที่ดำเนินการโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ โดยพบว่ามีสัดส่วนประชากรที่ป่วยในระดับทั่วประเทศมีอยู่ประมาณ 18.16% ในขณะที่ในมาบตาพุด มีประชากรที่ าเจ็บป่วยเล็กน้อย ในการอยู่อาศัยในพื้นที่เพียง 9.83%เท่านั้นโดยผู้เจ็บป่วยกลุ่มนี้อาจมีอาการเพราะมลพิษหรือสาเหตุอื่น เนื่องจากอาการสำคัญคือ เป็นหวัดหรือภูมิแพ้ ซึ่งมักเกิดได้ทั่วไป เป็นต้น ในมาบตาพุดยังไม่มีพื้นที่ปนเปื้อนสารพิษ (Contamination Area)จนไม่สามารถอยู่อาศัยได้ เช่น กรณีพื้นที่ปนเปื้อนอันเนื่องมาจากสนามบินเก่าเหมืองแร่ หรืออื่น ๆ ในการประเมินค่าทรัพย์สินพื้นที่ปนเปื้อนเหล่านี้มักจะมีมูลค่าต่ำหรือติดลบ เพราะต้องบำบัดให้พ้นจากสภาพปนเปื้อน แต่อย่างไรก็ตามปัญหาพื้นที่ปนเปื้อนสารพิษยังไม่ปรากฏให้เห็น ดังนั้นการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมจึงยังมีความเป็นไปได้สูงที่จะบำบัดให้ พื้นที่ปลอดพ้นจากมลพิษ
อย่างไรก็ตาม ประชากรราวสองในสาม (64.2%เชื่อว่าในมาบตาพุดน่าจะมีมลพิษมากกว่าในตัวเมืองระยอง แต่ก็มีประชากรเพียง48.5% ที่คิดจะย้ายออกจากมาบตาพุดหากในอนาคตมีมลพิษมากกว่านี้หรือมากเกินไป การที่ประชากรยังจะอยู่ในพื้นที่ก็เพราะเหตุผลทางเศรษฐกิจและความเคยชินใน การอยู่อาศัยเป็นสำคัญ โดยประชากรที่อยู่อาศัยเกินกว่า 10 ปี ส่วนมากจะไม่คิดย้ายออกจากพื้นที่ นอกจากนี้ยังพบว่า กลุ่มที่ไม่คิดจะย้ายออกหากในอนาคตมาบตาพุดมีมลพิษมากเกินไปมักเป็นกลุ่มที่ มีการศึกษาน้อยระดับประถมศึกษาและกลุ่มที่มีรายได้ต่อครอบครัวต่ำ (ไม่เกิน 10,000 บาทต่อเดือน) เป็นสำคัญ แต่ในอีกแง่หนึ่ง กลุ่มผู้เป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยโดยเฉพาะผู้ที่เป็นเจ้าของบ้านเดี่ยว มีแนวโน้มจะย้ายน้อยกว่ากลุ่มอื่นเนื่องจากการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ที่มี มูลค่าสูงกว่าในพื้นที่นั่นเอง
วันพุธที่ 9 ธันวาคม พ.ศ.2552 |