รัฐเรียกหน่วยงานเกี่ยวข้องหารือปัญหามาบตาพุด 8 ต.ค.นี้ กกร.เสนอ 5 แนวทางให้นายกรัฐมนตรี เร่งให้หน่วยงานรัฐออกระเบียบให้ชัดเจนรองรับมาตรา 67 เอกชนนั่งไม่ติดเล็งขอยื่นทุเลาคำสั่งเอง ระบุเดือดร้อนหนัก
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จะเรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับปัญหาการลงทุนในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดมา หารือในวันที่ 8 ตุลาคมนี้ เพื่อกำหนดแนวทางการการดำเนินการเพื่อรอคำสั่งศาล โดยหลักรัฐบาลต้องการให้กระบวนการการพัฒนาเดินหน้าได้ เข้าใจความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ พร้อมทั้งจะมีมาตรการรรองรับให้ประชาชนเกิดความมั่นใจ ซึ่งแนวทางการหารือของรัฐบาล จะเร่งรัดให้หน่วยงานต่างๆ ออกกฎระเบียบให้ชัดเจนเพื่อรองรับมาตรา 67 อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าหากการลงทุนหยุดชะงักจะมีผลกระทบแน่นอน
นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า เอกชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากคำสั่งศาลปกครองกลางที่ให้ระงับการดำเนิน โครงการ 76 โครงการในพื้นที่มาบตาพุดเป็น การชั่วคราว ได้เห็นร่วมกันว่าจะยื่นขอทุเลาผลการบังคับใช้ด้วยตนเอง แม้ว่าจะไม่ได้เป็นผู้ถูกฟ้อง เพราะเอกชนได้รับผลกระทบอย่างหนักจากคำสั่งดังกล่าว ซึ่งเมื่อดูในแง่กฎหมายแล้ว พบว่าสามารถดำเนินการได้
นายสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า การหารือกับนายกรัฐมนตรีในวันที่ 7 ตุลาคมนี้ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) จะเสนอแนวทางแก้ปัญหากรณีมาบตาพุด 5 ข้อเสนอ ประกอบด้วย 1.ภาครัฐควรหาข้อสรุปที่ชัดเจน กรณีคณะกรรมการกฤษฎีกาและศาลปกครองมีการตีความตามมาตรา 67 วรรคสอง ต่างกัน เพื่อให้สามารถดำเนินการไปได้ในแนวทางเดียวกัน 2.ให้ช่วยตรวจสอบกระบวนการตามรัฐธรรมนูญมาตรา 67 ว่ามีสิ่งใดต้องดำเนินการเพิ่ม และเร่งดำเนินการให้ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมเรื่องประเภทโครงการ หรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนรุนแรงโดยเร็ว
3.เมื่อประกาศดังกล่าวดำเนินตามกฎหมายครบถ้วนต่อไปจะทำให้ทราบชัดเจนว่า 76 โครงการไม่ใช่ทั้งหมดที่อยู่ในประกาศของกระทรวงอุตสาหกรรมที่จะก่อให้เกิดผล กระทบรุนแรงต่อชุมชน ทำให้ไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 67 ทำให้หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องสามารถพิจารณาออกใบอนุญาตหรืออนุญาตให้ผู้ ประกอบการเดินหน้าโครงการต่อไปได้โดยไม่หยุดชะงัก
4.ให้หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องเร่งออกกฎหมายลูกของรัฐธรรมนูญมาตรา 67 เพื่อให้มีความชัดเจนในเรื่องการทำผลการศึกษาผลกระทบต่อสุขภาพ หรือเอชไอเอ โดยไม่ต้องรอการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เสร็จต้องเร่งเรื่องนี้ให้ออกมาเร็วที่ สุดก่อน และ 5.การอ้างอิงข้อมูลทางวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมจากหน่วยงานภาครัฐควรมีการตรวจ สอบและไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ประชาชนและสื่อมวลชน อีกทั้งไม่ให้เกิดตระหนกเกินข้อเท็จจริง
ที่มา : คมชัดลึก |