"อภิสิทธิ์"สั่งหน่วยงานเกี่ยวข้องหารือยื่นอุทธรณ์ขอความชัดเจน ที่อนุมัติไปแล้ว14โครงการ1ต.ค. ด้านแกนนำวอนอย่าทำ เล็งยื่นปปช.สอบปมขัดรธน.อีก
นาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ กรณีศาลปกครองกลางมีคำสั่งบรรเทาทุกข์ให้ระงับ 76 โครงการตามคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 25 ส.ค.2552 ให้ออกใบอนุญาตแก่โรงงานที่จะก่อสร้างใน อ.มาบตาพุด ระยอง ไว้เป็นการชั่วคราวจนกว่าจะมีคำพิพากษานั้น
นายกรัฐมนตรีระบุว่า ได้มอบให้กระทรวงอุตสาหกรรม สำนักงานอัยการสูงสุด และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ไปหารือเพื่ออุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวภายใน 1-2 วัน เฉพาะโครงการที่อนุญาตแล้ว เพื่อให้โครงการเดินหน้าต่อไปได้ 14 โครงการ อีกส่วนหนึ่งได้รับใบอนุญาตจากกรมโรงงานนั้น คำถามคือมาตรการชั่วคราวนั้นจะเพิกถอนหรือระงับรูปแบบใด เพราะไม่มีความชัดเจน
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า โครงการที่กำลังดำเนินการอนุมัตินั้นจะชะลอไว้ก่อนจนกว่าศาลจะมีความชัดเจน ในเรื่องที่ยื่นอุทธรณ์ไป แต่สิ่งที่รัฐบาลยืนยันคือ โครงการที่เดินหน้าไปคือโครงการที่รัฐบาลเห็นว่าไม่มีผลกระทบรุนแรงกับชุมชน โดยอาศัยการศึกษาวิเคราะห์ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมเป็นเกณฑ์กำหนดโครงการ รัฐบาลยึดถือแนวปฏิบัตินี้บนความเข้าใจว่าการให้ดำเนินการตรงนี้ได้เป็นการ ลดผลกระทบกับสิ่งแวดล้อม
"เมื่อศาลมีคำวินิจฉัยแบบนี้ ก็ต้องขอความชัดเจนถึงแนวปฏิบัติ เพราะแม้แนวปฏิบัติจะเป็นเช่นใด แต่รัฐบาลปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ และต้องการให้ได้ข้อยุติอย่างเร็ว เพราะจะเป็นปัญหาความไม่แน่นอนและความเชื่อมั่นกับการลงทุน เพราะนักลงทุนให้ความสำคัญกับกฎและกติกา" นายกรัฐมนตรี กล่าว
ส่วนความคืบหน้าตั้งองค์กรอิสระตามรัฐ ธรรมนูญเพื่อมาดูแลโครงการต่างๆ ที่อาจกระทบกับสิ่งแวดล้อมตามที่ชาวบ้านได้ยื่นคำร้องไว้นั้น ขณะนี้สิ่งที่ต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 67 คือการปรับขบวนการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่ต้องให้ครอบคลุมทางด้าน การประเมินผลกระทบกับสุขภาพให้ชัดเจนขึ้น โดยความเห็นจากองค์กรอิสระนั้นกำลังดำเนินการอยู่เพื่อกำหนดแนวทาง แต่การตั้งองค์กรอิสระที่ตนได้รับข้อร้องเรียนมานั้นไม่ได้ระบุชัดว่าต้องทำ ด้วยวิธีใด เพราะแต่ละวิธีมีข้อดีและข้อเสีย เพราะบทบัญญัติที่เขียนอยู่ ไม่ได้เขียนลักษณะที่ว่าต้องมีองค์กรอิสระตามที่หลายคนเข้าใจ และไม่ได้บังคับว่าต้องเป็นแบบนั้น แนวทางที่เสนอมานั้นอาจเป็นการขึ้นทะเบียนองค์กรอิสระที่ไม่ได้อยู่ในระบบ ราชการ โดยองค์กรเหล่านี้จะให้ความเห็นและมีส่วนร่วมในขบวนการประเมินผลกระทบต่าง ๆ โดยพร้อมที่จะดำเนินการ แต่ขณะนี้ปัญหาส่วนใหญ่คือ การตีความกฎหมายที่ไม่ตรงกันว่ารูปแบบที่ควรจะทำนั้นควรจะเป็นเช่นใด ยืนยันว่ารัฐบาลปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญคือโครงการใดที่มีผลกระทบรุนแรง ก่อนดำเนินโครงการนั้นจะขอความเห็นจากองค์กรอิสระก่อน
เมื่อถามว่า ความไม่แน่นอนในสิ่งที่เกิดขึ้น นักลงทุนอาจย้ายฐานและถอนการลงทุนจากไทย นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า หากยืดเยื้อก็เป็นเรื่องหนักใจ หากได้ข้อยุติเร็วก็อธิบายได้ เพราะธุรกิจต้องคำนึงถึงผลกระทบกับสิ่งแวดล้อม แต่หากเกิดความไม่แน่นอนสูง ย่อมส่งผลกับการตัดสินใจ แต่รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ และยังมั่นใจว่าปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ ฉะนั้นวันที่ 1 ตุลาคม จะเร่งเรื่องการยื่นอุทธรณ์
เมื่อถามว่า ศาลระบุว่าควรนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาเเก้ปัญหา นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ขณะนี้กระบวนการพิจารณาตามมาตรา 67 ของรัฐธรรมนูญเป็นกลไกที่ดูแลอยู่ เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบที่รุนแรง และพื้นที่มาบตาพุดนั้น นอกจากการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ยังมีมติในการลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมด้วย
"จึงเป็นการตั้งโจทย์ขึ้นใหม่เพื่อให้ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นำไปศึกษาและรายงานกลับมา โดยนายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติขอเวลา 1 เดือน" นายกรัฐมนตรี ระบุ
แกนนำมาบตาพุด วอนอย่าอุทธรณ์ไร้มนุษยธรรม
นายสุทธิ อัชฌาศัย ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออก แถลงว่าชาวบ้านมาบตาพุดดีใจมาก ที่ศาลปกครองกลางมีคำสั่งระงับ 76 โครงการ อย่างไรก็ตาม ผู้ถูกฟ้องทั้ง 8 ราย คือ คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขและการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(กนอ.) มีสิทธิที่จะยื่นอุทธรณ์ ภายในระยะเวลา 1 เดือน
นายสุทธิ กล่าวอีกว่าผู้ถูกฟ้องทั้ง 8 รายถ้ามีรายใดยื่นอุทธรณ์ ย่อมชี้ให้เห็นว่าเป็นผู้ไร้มนุษยธรรม จะเรียกร้องให้สังคมประณาม เพราะไม่เคยเห็นความเดือดร้อนของประชาชน และไม่ให้ความสำคัญเรื่องสิ่งแวดล้อม คงต้องมีมาตรการเคลื่อนไหวกดดันให้สังคมเห็นว่า เป็นผู้ไม่เข้าใจปัญหาสิ่งแวดล้อม เพราะศาลปกครองกลางมีข้อวินิจฉัยที่ชัดเจนว่าพื้นที่มาบตาพุดมีความรุนแรง เรื่องปัญหามลพิษและสุขภาพ รวมทั้งคำสั่งศาลปกครองระยอง มีคำพิพากษาว่าพื้นที่มาบตาพุดนั้นเป็นพื้นที่ที่มีปัญหาความรุนแรงเรื่อง สุขภาพและสิ่งแวดล้อม
นายสุทธิ กล่าวว่า ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2552 โดยนายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ไม่ได้อาศัยอำนาจของกฎหมายไปสู่การประกาศ แต่อาศัยมติของคณะกรรมการภาครัฐร่วมเอกชน(กรอ.) เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2552
การจะออกประกาศกระทรวงฯ โดยหลักต้องอาศัยกฎหมาย ซึ่งมีสถานะเป็นพระราชกำหนด พระราชกฤษฎีกาหรือพระราชบัญญัติ มติ กรอ.ไม่สามารถที่จะนำอ้างอิง เป็นหลักกฎหมาย เพื่อนำมาเป็นประกาศได้ ในสมัยที่นายสุวิทย์ คุณกิตติ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้ประกาศโครงการที่ก่อให้เกิดความรุนแรงว่า ต้องทำการศึกษาอีไอเอ ทั้งหมด ตามพ.ร.บ.สิ่งแวดล้อม พ.ศ.2535 เป็นโครงการที่มีผลกระทบความรุนแรง จึงมีประกาศเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2551
แต่นายชาญชัย รัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรมคนปัจจุบัน มาฉีกประกาศของนายสุวิทย์ แล้วมาทำร่างโครงการใหม่ โดยอาศัยมติ กรอ.เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2552 ประกาศโครงการที่มีความรุนแรง 8 โครงการ ได้แก่ 1.โครงการทำเหมืองใต้ดิน 2.เหมืองแร่ตะกั่วและสังกะสี 3.การถลุงแร่(ถลุงแร่ด้วยสารละลายเคมีในชั้นดิน และอุตสาหกรรมผลิตเหล็กขั้นต้น)
4.อุตสาหกรรมปิโตรเคมีขั้นต้น ขั้นกลางที่มีการใช้สารที่ก่อให้เกิดมลสารทางอากาศ 5.โครงการที่มีลักษณะเช่นเดียวกับนิคมอุตสาหกรรม จัดตั้งขึ้นเพื่อรองรับอุตสาหกรรมผลิตเหล็กขั้นต้น ปิโตรเคมีขั้นต้นและขั้นกลาง 6.โรงงานฝังกลบของเสียอันตราย 7.โรงงานผลิตพลังไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิง ฟอสซิล ยกเว้นก๊าซธรรมชาติสังเคราะห์ 8.โรงไฟฟ้านิวเคลียร์
นายสุทธิ กล่าวว่า ช่วงที่นางอนงค์วรรณ เทพสุทิน เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ตั้งคณะทำงานศึกษาโครงการที่ต้องประกาศความรุนแรงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 67 จำนวน 19 ประเภทโครงการ การศึกษาใช้เวลานาน 6 เดือน ประกอบด้วยนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ ฯลฯ รับฟังปัญหาจากประชาชน ต่อมารัฐมนตรีนายสุวิทย์ ได้ประกาศเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2551 ว่าโครงการทุกโครงการที่มีความรุนแรงต้องทำ อีไอเอ พอมาถึงนายชาญชัย เป็นรัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรม ยกเลิกประกาศของรัฐมนตรีสุวิทย์ โดยไม่เอาผลการศึกษาของคณะทำงานของรัฐมนตรีอนงค์วรรณ นายชาญชัย กลับประกาศโครงการที่มีความรุนแรงเหลือเพียง 8 ประเภทโครงการเท่านั้น ตัดออกไป 11 โครงการ
"การประกาศนี้อาศัยมติ กรอ. คำว่ารุนแรงของนายชาญชัยคงให้ตายก่อน คือสิ่งแวดล้อมไม่เหลือแล้ว ใช้การประกาศที่สูงมาก เพราะฉะนั้นโครงการในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดจะหลุดหมด โครงการลงทุนในจังหวัดระยองหลุดหมด โรงงานถลุงเหล็ก ที่บางสะพาน ประจวบคีรีขันธ์ ก็จะหลุดหมด และโรงงานเหมืองแร่โพแตสที่อุดรธานี หมายถึงไม่เข้าข่ายรัฐธรรมนูญมาตรา 67เพื่อเอื้อนายทุน ไม่ได้อาศัยอำนาจกฎหมายในการประกาศที่ชัดเจน จะส่งผลให้อีกหลายพื้นที่หลายจังหวัด นายชาญชัยประกาศโครงการที่มีความรุนแรง 8 ประเภทโครงการ เป็นการประกาศที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขณะนี้อยู่ระหว่างเตรียมคำฟ้องให้ยกเลิก และให้มีคำสั่งคุ้มครอง ให้ไปใช้ประกาศสมัยรัฐมนตรี สุวิทย์ เหมือนเดิม และจะยื่นเรื่องให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบการทำหน้าที่ของนายชาญชัย เป็นการกระทำหน้าที่ที่ผิดหลักการออกระเบียบและอาจมีผลประโยชน์ทับซ้อนเอื้อ อำนวยกลุ่มทุนอุตสาหกรรมบางกลุ่ม"
นายสุทธิ ยังระบุถึงกรณี การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(กนอ.) ออกประกาศฉบับที่ 37/2552 เพื่อคัดเลือกบริษัทประกันภัย ประกันความรับผิดของคณะกรรมการและผู้บริหารการนิคมฯ มองให้เห็นว่าวงเงินประกันจำนวน 700 ล้านบาทต่อปี โดยระบุว่ามีการประกันคำว่าความผิดที่ไม่ต้องรับผิดชอบ เช่น การกระทำผิดของเจ้าหน้าที่นิคมอุตฯ ที่เกิดขึ้นหรือถูกกล่าวหาว่าไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ได้รับการประกันหรือทำผิด หน้าที่ที่ได้รับมอบหมายก็ได้รับการประกันหรือประมาทเลินเล่อ กระทำผิดพลาด แถลงข้อความอันเป็นเท็จหรือแถลงข้อความที่ทำให้หลงผิดหรือปฏิบัติหน้าที่โดย การละเว้นต่อการปฏิบัติหน้าที่ ผิดคำรับรองว่าด้วยอำนาจหน้าที่ ที่เกี่ยวข้องกับพนักงานและผู้บริหารนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ถือว่าได้รับการประกัน การที่บริษัทใดก็ตามทำประกันให้กับคนที่ทำผิดกฎหมายอาญาย่อมกระทำไม่ได้ตาม หลักกฎหมาย
"เรื่องนี้จะยื่นหนังสือให้นาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รวมทั้งป.ป.ช.ให้ดำเนินการตรวจสอบการกระทำหน้าที่ การออกประกาศเชิญชวนบริษัท ต่างๆ มาทำประกันให้กับการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และจะต้องมีการตรวจสอบบริษัทที่รับทำประกันภัย โดยยื่นหนังสือถึงอธิบดีกรมการประกันภัย เราจะเรียกร้องความรับผิดชอบของผู้บริหารการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ที่บังอาจมาทำประกันความผิดทางอาญาให้กับตัวเอง และจะประกาศให้สังคมทราบว่าผู้บริหาร กนอ. ไม่พร้อมที่จะรับผิดชอบทางกฎหมายเมื่อตัวเองทำผิด"
นายสุทธิ ยังกล่าวตอนท้ายว่า จะจัดงานสืบชะตาสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชีวิตคนระยองในวันที่ 19 ตุลาคม จัดนิทรรศการ มีนักวิชาการจากต่างประเทศอเมริกา ญี่ปุ่น และอีกหลายประเทศที่ประสบปัญหาจากการพัฒนาอุตสาหกรรมจะมาร่วมงานในช่วงเย็น สถานที่จัดใกล้บริเวณนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด
โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ 30 กันยายน 2552 20:28