คสช.เรียกร้องรัฐตั้งองค์กรอิสระดูแลสุขภาพ-สิ่งแวดล้อมแก้ปัญหามาบตาพุด
กรุงเทพฯ 3 มิ.ย.- คสช.ยืนยันการแก้ไขปัญหามาบตาพุดด้วยการชะลอก่อสร้างโรงงานใหม่ ไม่ทำให้ไทยเสียรายได้ 400,000 ล้านบาท เรียกร้องให้รัฐเร่งจัดตั้งองค์กรอิสระดูแลสุขภาพและสิ่งแวดล้อม เพื่อให้เป็นตามข้อกำหนดของ มาตรา 67 แห่งรัฐธรรมนูญ ปี 50
นพ.อำพล จินดาวัฒนะ เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (คสช.) กล่าวยืนยันการแก้ไขปัญหามาบตาพุด ด้วยการชะลอก่อสร้างโรงงานใหม่ เพื่อเป็นไปตาม มาตรา 67 ของรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 นั้นไม่ได้ทำให้การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยเสียรายได้จากการลงทุนของต่างชาติในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี 200,000-400,000 ล้านบาท ตามที่ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกลุ่มรักษ์เมืองไทย วิจารณ์ อย่างไรก็ตาม เรียกร้องให้รัฐเร่งเดินหน้าการจัดตั้งองค์การอิสระศึกษาด้านสิ่งแวด ล้อมและสุขภาพ เพื่อรับฟังความคิดเห็นและให้ข้อเสนอแนะ ซึ่งจะสอดรับกับการดำเนินการของกรมโรงงานอุตสาหกรรม และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
นพ.อำพล กล่าวว่า ส่วนข้อเสนอการแก้ไขปัญหามาบตาพุด ที่ คสช. เสนอ 5 ข้อนั้น ครม.มีมติเห็นชอบ 3 ใน 5 ที่เสนอไป เมื่อวันที่ 19 พ.ค.ที่ผ่านมา คือ การเสนอให้หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องเปิดเผยข้อมูลผลกระทบทางสุขภาพจากอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในพื้นที่มาบตาพุตและบ้านฉาง รวมถึงเผยแพร่วิธีการป้องกัน วิธีการสร้างเสริมสุขภาพในภาวะมลพิษให้ประชาชนทราบอย่างทั่วถึง ให้หน่วยงานรัฐจัดทำแผนและกฎการปฏิบัติสำหรับป้องกันและบรรเทาอุบัติภัยจากอุตสาหกรรม และการจัดทำแผนป้องกันและบรรเทาอุบัติภัยสารเคมีระดับจังหวัด โดยการมีส่วนร่วมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และให้ คสช.พิจารณาสนับสนุนทางพัฒนาศักยภาพกลไกกลางในการดำเนินงานและความเข้มแข็งของประชาชน ส่วนอีก 2 ข้อ ที่เหลือที่อยู่ในระหว่างการให้คณะกรรมการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออก (อีสต์เทิร์นซีบอร์ด) ไปพิจารณา คือ การทบทวนแผนพัฒนาจังหวัดเรื่องการจัดการทรัพยากรน้ำ และชะลอการสร้างโรงงานอุตสาหกรรมใหม่ในพื้นที่ จะมีการพิจารณาในวันพรุ่งนี้ (4 มิ.ย.) ที่ตึกบัญชาการ ทำเนียบรัฐบาล
ด้านนายเดชรัต สุขกำเนิด ผู้อำนวยการศูนย์ประสานงานการพัฒนาระบบและกลไลการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ กล่าวว่า สิ่งที่หลายฝ่ายวิตกกังวลในพื้นที่มาบตาพุดและบ้านฉาง คือ ปัญหาไม่มีน้ำในการบริโภคอย่างเพียงพอ แม้มีท่อประปาเข้าถึง แต่ก็ไม่มีน้ำ ทำให้ประชาชนต้องซื้อน้ำสะอาดรับประทาน น้ำฝนในพื้นที่ไม่สามารถนำมาบริโภคได้ เนื่องจากมีสารพิษตกค้าง จึงควรมีการจัดคำนวณการเก็บภาษีในพื้นที่ใหม่ โดยให้นำผลผลิตที่ได้เงินภาษีจากอุตสาหกรรมในพื้นที่มาใช้หมุนเวียนในพื้นที่เท่านั้น ไม่ต้องส่งให้ส่วนกลาง และในการจัดสรรพื้นที่ควรมีการกำหนดระยะห่างระหว่างพื้นที่อุตสาหกรรมกับชุมชน โดยมีมีระยะกันชนกั้นระหว่าง 2 พื้นที่ให้เหมาะสม ไม่เป็นรุกล้ำเข้ามาในชุมชนมากเกิน เช่น ในประเทศออสเตรียมีการกำหนดระยะกันชน 1- 5 กิโลเมตร .
(ที่มา : สำนักข่าวไทย, กรมประชาสัมพันธ์) |