วานนี้ หุ้นโรงกลั่นยังคงได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่อเนื่อง โดยเฉพาะบริษัท เอสโซ่ (ประเทศไทย) หรือ ESSO ซึ่งระหว่างวันราคาพุ่งขึ้นถึง 6.55 บาท หลังจากนั้นอ่อนตัวลงมาปิดที่ 6.30 บาท บวก 0.65 บาท หรือ 11.50% ด้วยมูลค่าซื้อขายบวมถึง 549 ล้านบาท
สำหรับหุ้นบริษัท ไทยออยล์ (TOP) ราคาแกร่งปิดที่ 40.25 บาท เพิ่มขึ้น 1.25 บาท หรือ 3.21% ถือว่าปรับตัวขึ้นมามากเกือบ 100% นับจากต้นเดือนม.ค.เคลื่อนไหวแถว 21 บาทต่อหุ้น
โบรกเกอร์ กล่าวว่า หุ้น ESSO เพิ่งปรับตัวขึ้นมาแรงเพียง 2 วัน เท่านั้น และยังมีแนวโน้มที่ดีต่อเนื่องหลังจากนักวิเคราะห์หลายรายปรับประมาณการกำไรทั้งปีนี้ใหม่และเพิ่มราคาเป้าหมาย เมื่อประกาศกำไรไตรมาสแรกพุ่งขึ้น 61% เป็น 1,825 ล้านบาท พุ่งขึ้น 61% แม้ส่วนหนึ่งมาจากกำไรทางบัญชีก็ตาม
บล.ภัทรเพิ่งขยับราคาเป้าหมายจาก 7.10 บาท เป็น 7.50 บาท
นอกจากนี้ ESSO ยังมีข่าวดีเรื่องตลาดหลักทรัพย์ยกเลิกให้หุ้นตัวนี้เข้าเกณฑ์ต้องวางเงินสด 100% ก่อนซื้อเมื่อวันที่ 18 พ.ค. เพราะข้อมูลผิดพลาด ทำให้ราคาหุ้นที่อั้นมานานได้รับการปลดปล่อยท่ามกลางหุ้นโรงกลั่นอื่นปรับตัวขึ้นมามากแล้ว เช่น บริษัท บางจากปิโตรเลียม (BCP)
สำหรับบริษัท ไทยออยล์ นายวิโรจน์ มาวิจักขณ์ กรรมการ ผู้อำนวยการ คาดว่าแนวโน้มผลประกอบการในไตรมาส 2 จะใกล้เคียงในไตรมาสแรก แม้ว่าราคาปิโตรเคมีจะปรับตัวสูงขึ้นทั้งพาราไซลีนและเบนซีนก็ตาม
นอกจากนี้ สถานการณ์ปิโตรเคมี ราคาจะทรงตัวไปจนถึงไตรมาส 3 แต่จะเห็นความเปลี่ยนแปลงในไตรมาส 4 หลังจากมีกำลังการผลิตใหม่จากจีน และตะวันออกกลางเพิ่มเข้ามาในตลาด ซึ่ง TOP น่าจะได้รับผลกระทบโดยตรง
“ธุรกิจโรงกลั่นยอมรับว่าจะไม่ค่อยดีนักในไตรมาส 2 แต่จะพยายามรักษาระดับค่าการกลั่นให้ดีใกล้เคียงกับไตรมาสแรกที่ 3.8 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ส่วนทั้งปีนี้ยังคาดว่ากำไรจะโตกว่าปีก่อน” นายวิโรจน์ กล่าว
(ที่มา : หนังสือพิมพ์โพสต์ ทูเดย์ วันที่ 20 พฤษภาคม 2552)