News
 

Current Articles | Archives | Search

Monday, May 18, 2009
ขึ้นภาษีน้ำมัน ไม่กระทบผู้บริโภคจริงหรือ!
By admin @ 9:43 AM :: 807 Views
 
ขึ้นภาษีน้ำมัน ไม่กระทบผู้บริโภคจริงหรือ!
การออกพระราชกำหนด(พ.ร.ก) เพิ่มเพดานการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมัน จาก 5 บาทต่อลิตร เป็น 10 บาทต่อลิตรของกระทรวงการคลัง ซึ่งเป็นหนึ่งในมาตรการเพิ่มรายได้ให้กับรัฐบาลนั้น กำลังเป็นที่จับตาว่าท้ายที่สุดแล้วจะส่งผลกระทบกับค่าใช้จ่ายที่ต้องเพิ่มขึ้นหรือไม่ เพราะเวลานี้ยังไม่ทราบว่าตัวเลขที่แท้จริงจะออกมาเท่าใด หรือจะเป็นอย่างที่มีการออกข่าวมาก่อนหน้านี้ว่าจะเก็บ 2 บาทต่อลิตร ซึ่งจะทำให้รัฐบาลมีรายได้เพิ่มขึ้นมาอีกประมาณ 50,000-55,000 ล้านบาทต่อปี
*บทบาทกองทุนน้ำมัน

แม้ว่านายอภิสิทธ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จะออกมายืนยันว่า การปรับภาษีสรรพสามิตขึ้นไปครั้งนี้ จะไม่มีผลกับราคาขายปลีกหน้าสถานีบริการน้ำมันก็ตาม เพราะจะอาศัยกลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาบริหาร โดยการลดเก็บเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมัน เท่ากับภาษีสรรพสามิตที่ปรับเพิ่มขึ้นไป ซึ่งเหมือนกับครั้งก่อนที่สิ้นสุด 6 มาตรการ 6 เดือน ที่มีการปรับภาษีสรรพสามิตน้ำมันเพิ่มขึ้น 3 บาทต่อลิตร กองทุนน้ำมัน ก็นำเงินไปช่วยพยุงราคาน้ำมันไม่ให้ปรับขึ้นทีเดียวถึง 3 บาทต่อลิตร โดยลดการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันลงมา ทำให้กองทุนน้ำมันเสียรายได้ไปเพียง 2,800 ล้านบาทเท่านั้น

โดยปัจจุบันเงินที่ส่งเข้ากองทุนน้ำมันเก็บจากน้ำมันเบนซิน ออกเทน 95 จะอยู่ที่ 7 บาทต่อลิตร เบนซิน ,ออกเทน 91 เก็บ 5.70 บาทต่อลิตร, แก๊สโซฮอล์ 95 เก็บ 2.35 บาทต่อลิตร ,แก๊สโซฮอล์ 91 เก็บ 1.75 บาทต่อลิตร, น้ำมันดีเซล บี 2 เก็บ 1.70 บาทต่อลิตร, ดีเซลบี 5 ชดเชย 0.20 บาทต่อลิตร ,แก๊สโซฮอล์ อี 20 ชดเชย 0.30 บาทต่อลิตร และอี 85 ชดเชย 8 บาทต่อลิตร

จึงเป็นที่มาว่า ทำไมราคาขายปลีกหน้าปั๊มน้ำมันถึงไม่ปรับเพิ่มขึ้น ตามที่นายกฯ ออกมายืนยัน แม้จะมีการปรับภาษีสรรพสามิตขึ้นไปก็ตาม

สำหรับวัตถุประสงค์ของการตั้งกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงนั้น ก็เพื่อจะนำเงินมารักษาระดับราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงไว้ในระดับหนึ่ง หากราคาน้ำมันต้องปรับตัวสูงขึ้นไป ก็สามารถใช้เงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจ่ายชดเชย และเมื่อราคาน้ำมันลดลงจึงเก็บส่วนที่ชดเชยไปกลับคืนเข้ามา ทั้งนี้เพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจ และช่วยให้ประชาชนไม่ต้องจ่ายราคาน้ำมันในราคาที่สูงเกินไป

*ระยะยาวจ่ายแพงแน่

เมื่อเป็นเช่นนี้ เท่ากับว่า หากแนวโน้มราคาน้ำมันปรับตัวลดลงหลังจากนี้ไป ก็จะมีการทยอยเก็บเงินคืนกองทุนน้ำมัน ตามที่ได้จ่ายชดเชยไป ดังนั้น ประชาชนหรือภาคขนส่งที่ต้องใช้น้ำมัน ยังจะไม่ได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตน้ำมันทันที แต่เมื่อถึงเวลาหนึ่งเมื่อมีการเก็บเงินคืนกองทุนน้ำมันแล้ว จะทำให้ราคาน้ำมันแพงจากที่เป็นอยู่ถึง 2 บาทต่อลิตร ซึ่งน.พ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เองก็ออกมาระบุว่า จะใช้กลไกบริหารกองทุนนี้เป็นระยะเวลา 1 เดือน และหลังจากนั้นจะทยอยเก็บเงินคืนกองทุนน้ำมันเท่ากับที่ชดเชยไป

จึงเลี่ยงไม่ได้ที่ผู้บริโภคต้องมีรายจ่ายเพิ่มขึ้น รวมถึงต้นทุนการผลิตและภาคขนส่งต้องปรับขึ้นสูงตาม และสุดท้ายคงมาตกกับราคาสินค้าหรือค่าโดยสารที่อาจต้องปรับตาม เพราะยิ่งปรับภาษีสรรพสามิตน้ำมันสูงเท่าไร ประชาชนก็จะได้รับผลกระทบจากการจ่ายมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งยังไม่รวมถึงแนวโน้มของราคาน้ำมันในตลาดโลกที่อาจซ้ำเติมปรับขึ้นตามอีก

อีกเหตุผลหนึ่ง ที่รัฐบาลไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า การปรับภาษีสรรพสามิตน้ำมันขึ้นครั้งนี้จะไม่ส่งผลกระทบกับภาระของประชาชน เพราะการดึงเงินมาชดเชย จะกระทบกับฐานะกองทุนน้ำมัน ที่อาจจะร่อยหรอลงไปจากเงินสุทธิที่มีอยู่ประมาณ 16,000 ล้านบาท ซึ่งหากคำนวณจากปริมาณการใช้นำมันดีเซลที่ 50 ล้านลิตรต่อวัน และเบนซิน 20 ล้านลิตรต่อวันแล้ว เมื่อปรับภาษีขึ้นไป 2 บาทต่อลิตร จะต้องใช้เงินจากกองทุนน้ำมันเข้าไปพยุงราคาถึงวันละ 140 ล้านบาท หรือ 4,200 ล้านบาทต่อเดือน ในขณะที่รายได้ที่เก็บเข้ามาเวลานี้มีประมาณ 3,500-3,600 ล้านบาทต่อเดือน ซึ่งเท่ากับว่า รายได้ที่จัดเก็บเข้ามา ยังมีไม่พอที่จะไปชดเชยราคาน้ำมันได้ จึงต้องไปดึงเงินเก็บเดิมที่มีอยู่แล้วประมาณ 16,000 ล้านบาท มาใช้ในแต่ละเดือนอีก 600-700 ล้านบาทต่อเดือน ในช่วงเดือนแรก

*แนวโน้มน้ำมันดิบพุ่ง

ที่สำคัญมีสัญญาณออกมาแล้วว่า แนวโน้มราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสอาจจะพุ่งขึ้นเหนือระดับ 60 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรลในเร็ววันนี้ จากปัจจุบันอยู่ที่ 58.50 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล ซึ่งจะส่งผลให้ราคาขายปลีกหน้าปั๊มปรับตัวสูงขึ้นอีก หากทยอยเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน อาจจะเป็นการซ้ำเติมผู้บริโภคจากการปรับราคาน้ำมันอีก แต่หากเรียกเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันไม่ได้ก็ยิ่ง ทำให้ฐานะกองทุนน้ำมัน ย่ำแย่ลง เพราะรายได้ที่เข้ามามีไม่ถึง 3,500-3,600 ล้านบาทเหมือนเช่นเคย ซึ่งทำให้ต้องไปดึงเงินกองทุนที่สะสมไว้ในแต่ละเดือนสูงขึ้นอีก และในที่สุดก็จะถูกนำมาใช้พยุงราคาจนหมดเกลี้ยง เหมือนกับช่วงปี 2547-2548 ซึ่งรัฐบาลสมัยนั้นได้ใช้เงินกองทุนน้ำมัน และการกู้เงินมาพยุงราคาน้ำมันเป็นเวลากว่า 1 ปี โดยมียอดสะสมถึง 92,000 ล้านบาท

ดังนั้น รัฐบาลคงจะต้องประเมินสถานการณ์ให้ดีกว่า ควรจะทยอยเรียกเก็บเงินคืนกองทุนน้ำมันหรือไม่ ในช่วงที่ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น หรือจะใช้นโยบายประชานิยมต่อไป ในการลดเก็บเงินคืนกองทุนน้ำมัน เหมือนกับตอนที่พรรคประชาธิปัตย์หาเสียง โดยหยิบยกมาตรการเร่งด่วน 99 วัน ทำได้จริง ที่จะลดการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันลงมา เพื่อให้ราคาน้ำมันปรับตัวลดลงทัน ซึ่งจะช่วยประชาชนได้ทางหนึ่ง แต่ก็เป็นเรื่องยาก ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น

หรือจะใช้มาตรการตรึงราคาเหมือนกับก๊าซหุงต้ม ไม่ให้มีการปรับราคาขึ้นไป จนก่อให้เกิดการใช้ในภาคขนส่งเป็นจำนวนมากขึ้น และส่งผลให้ต้องนำเข้าก๊าซหุงต้มจากต่างประเทศเข้ามา ผลสุดท้ายรัฐบาลก็ต้องดึงเงินจากกองทุนน้ำมันกว่า 8,000 ล้านบาท ไปใช้หนี้คืนบริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) ที่รับภาระจากการนำเข้าก๊าซหุงต้มเมื่อปีที่ผ่านมาและต่อเนื่องมาจนถึงปีนี้

รัฐบาลจะต้องเลือกทางใดทางหนึ่ง เพราะหากไม่มีการทยอยเก็บเงินเข้ากองทุน ในช่วงราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นแล้ว เงินที่สะสมไว้ในกองทุนน้ำมันจะไม่มีเหลือ เพื่อนำไปใช้ชดเชยราคาในการส่งเสริมพลังงานทดแทน อย่างน้ำมันแก๊สโซฮอล์ และไบโอดีเซล เพื่อให้เกิดส่วนต่างจากน้ำมันเบนซินและดีเซล หรือหากเกิดกรณีฉุกเฉินราคาน้ำมันปรับตัวสูงเหมือนเมื่อเช่นปีที่ผ่านมา ก็จะไม่มีเงินมาช่วยพยุงราคาน้ำมันได้ และการจะมาลดภาษีในภายหลังเป็นเรื่องลำบาก ซึ่งรัฐบาลเองคงไม่อยากให้เกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเหมือนในอดีต จากการนำเงินไปอุดหนุนราคาน้ำมันค่อนข้างมาก

อีกเหตุผลหนึ่ง ก็จะเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนไม่รู้จักประหยัดการใช้น้ำมัน เพราะราคาน้ำมันปรับตัวลดลงเป็นเครื่องพิสูจน์แล้ว ทำให้ปริมาณการใช้น้ำมันในช่วง 4 เดือนปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ดังนั้น ผลของการปรับภาษีสรรพามิตน้ำมันขึ้นไปครั้งนี้ ไม่ว่าจะออกมาในรูปแบบใดก็ตาม ผลสุดท้ายก็ต้องมาตกอยู่ที่ประชาชน เพราะรัฐบาลไม่มีทางเลือก จะมาบอกว่าไม่ได้รับผลกระทบคงเป็นไปไม่ได้ เพียงแต่ว่าจะช้าหรือเร็ว เท่านั้น

ที่มา : หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ วันที่ 16 พฤษภาคม 2552
Comments
 
Copyright © 2008 reserved by Petrichemical Industry Club.
Power by Bighead.co.th