"กานต์ ตระกูลฮุน"บอสใหญ่ซิเมนต์ไทย เปิดโมเดลฝ่าวิกฤต SCG ฟันธงศก.ไทยฟื้นสิ้นปี
"กานต์ ตระกูลฮุน" เปิดโมเดลฝ่าวิกฤตSCG เผยให้ความสำคัญเรื่อง"นวัตกรรม"เป็นพิเศษ ส่งเสริมพนง.เรื่องการเรียนรู้ การอ่าน การคิด ชี้ทิศทางศก.โลกเริ่มดีขึ้น ขณะที่ปัจจัยในปท.ดอกเบี้ยลง น้ำมันลง ฟันธงเศรษฐไทยฟื้นสิ้นปีแน่
เพราะมีแนวคิดว่าการเรียนรู้ไม่มีวันจบสิ้น และต้องทำต่อเนื่องตลอดเวลา ไม่ใช่แค่พ้นรั้วมหาวิทยาลัย ทำให้ทุกวันนี้แม้บิ๊กบอส "SCG" "กานต์ ตระกูลฮุน" จะมีภาระในการบริหารจัดการองค์กรล้นมือ แต่ก็ยังปลีกเวลาไปประชุมสัมมนาและร่วมกิจกรรมต่างๆ บ่อยครั้ง โดยเฉพาะการพบปะเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับซีอีโอบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลก นอกเหนือจากการติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับแนวคิดใหม่ๆ ผ่านข้อเขียนของนักคิดนักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขา
ปฏิเสธไม่ได้ว่าผลพวงจากการเป็นนักอ่านตัวยง ที่กลายเป็นวัฒนธรรมองค์กรทำให้พนักงานในเครือทั้งหมดเกาะติดอยู่กับวิธีคิดวิธีบริหารจัดการสมัยใหม่ ด้วยการเรียนรู้และได้รับการถ่ายทอด ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานได้เป็นอย่างดี มีส่วนสำคัญทำให้ "SCG" สามารถยืนอยู่ได้ท่ามกลางวิกฤตระลอกแล้วระลอกเล่า รวมทั้งวิกฤตการเงินโลกครั้งล่าสุด ที่องค์กรทั้งเล็กใหญ่ต่างเผชิญกับปัญหาไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน
"ผมชอบอ่านหนังสือ ก็มีคนให้มาเยอะมาก บางทีเดือนเดียวให้มา 20 เล่ม อ่านไม่ทันเลยก็มี ก็ดูว่าใครสนใจบ้าง เอาไปเล่มหนึ่ง อ่าน 3 คน แล้วมาทานข้าวกันเดือนละครั้ง ใครมาก็ได้ แบบง่ายๆ ก็เชิญน้อง 3 คนที่อ่านหนังสือเล่มนั้นมาพรีเซนต์ เขาก็ทำเป็นพาวเวอร์พอยต์สรุปมา จะเก่งมาก พรีเซนต์เป็นฉากๆ เลย พาร์ตแรกแนวเป็นอย่างไร เล่าให้ฟัง สุดท้ายที่จะถามคือ เอามาแอปพลายใช้กับ SCG ได้อย่างไรบ้าง เขาก็จะพรีเซนต์ออกมา ก็ได้ไอเดีย เพราะเขาเจาะลึก สำหรับหนังสือที่แจกจ่ายกันอ่านมีหลายแนว ทั้งเรื่องอินโนเวชั่น เรื่องของแนวคิดใหม่ๆ เรื่องการบริหารจัดการ ก็ขยายวงไป เราพยายามผลักดันเรื่องนี้ แล้วเราจะมีหนังสือเล่มหนึ่งที่เป็นคอร์ส แต่ข้อแม้ต้องเป็นภาษาอังกฤษ เพราะต้องการปูพื้นฐานให้ดีขึ้น"
"กานต์" บอกว่า หลังส่งเสริมในเรื่องการเรียนรู้ การอ่าน การคิด จะเห็นการเปลี่ยนแปลงชัดเจนในเรื่องการเรียนรู้ อย่างอินเทอร์เน็ต การทำงานข้ามโลก ที่สำคัญทุกคนจะมีแนวคิด และมีความรู้เท่าทันกัน ทำให้ไม่ต้องอธิบายเยอะแยะ มุมมองก็ดีขึ้น อย่างเรื่องโลกร้อนซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายที่ SCG ทั้งเครือกำลังมุ่งเน้น พนักงานจะเข้าใจดีขึ้น สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับองค์กรได้
"innovation" หรือ "นวัตกรรม" ถือเป็นอีกเรื่องที่องค์กรนี้ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ จนกล่าวได้ว่า SCG เป็นหนึ่งในองค์กรนวัตกรรมแนวหน้าในระดับนานาชาติ ไม่น้อยหน้าองค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ทั่วโลก ที่ผู้บริหารส่วนใหญ่จะให้น้ำหนักเกี่ยวกับเรื่องนี้
ไม่แปลกที่บอสใหญ่ SCG ย้ำนักย้ำหนาว่าที่วิกฤตรอบนี้ นโยบายในการลดต้นทุนการผลิต โดยเฉพาะต้นทุนด้านพลังงาน ที่ยอมทุ่มเงินลงทุนก้อนโตดำเนินการไปก่อนหน้านี้ และนโยบายเกี่ยวกับเรื่อง "innovation" หรือการออกโปรดักต์ใหม่ๆ จากนวัตกรรมที่พนักงานช่วยกันคิดค้นและพัฒนาขึ้น ส่งผลให้สินค้าใหม่ๆ มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น ทำให้มาร์จิ้นเพิ่มขึ้นตามไปด้วย กลายเป็นตัวช่วยหลักที่ทำให้บริษัทภายในเครือทั้งเครือสามารถยืนหยัดอยู่ได้บนฐานที่มั่นที่มีความมั่นคง
สำหรับภาพรวมด้านเศรษฐกิจเขามองว่า เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มเริ่มจะฟื้นตัวแล้ว จากดีมานด์ที่เริ่มจะมีเข้ามา จนกล้าพูดว่าสถานการณ์เวลานี้ดีกว่า 3 เดือนที่แล้ว แม้สถิติตัวเลขที่ออกมายังไม่ค่อยดีนัก โดยเฉพาะของไทย สาเหตุเพราะตัวเลขที่ออกมาเป็นตัวเลขของช่วงเวลาที่ผ่านมาแล้ว แต่ครึ่งหลังตัวเลขน่าจะออกมาดีกว่านี้
"เวลานี้แม้ภาพรวมเศรษฐกิจยังไม่ดีขึ้น แต่ข้อดีคือว่ามันไม่ลง ใจผมคิดว่าจะค่อยๆ ขึ้นลงๆ อย่างนี้สักระยะหนึ่ง จากนั้นมีรีบาวนด์ขึ้นมาในบางเซ็กเตอร์ แล้วก็ขึ้นลงๆ อีก แล้วความมั่นใจก็จะเริ่มมีมากขึ้น ทุกอย่างผมเชื่อว่าอยู่ที่ความมั่นใจ ไม่ใช่วันนี้ เพราะวันนี้ที่อื่นมันตกหนักเหลือเกิน ส่วนใหญ่จะมองว่าครึ่งหลังจะเห็นชัด และค่อนข้างมั่นใจขึ้นว่าไตรมาส 4 จะชัดเจน อันนี้พูดถึงโลก ก่อนหน้านี้มองว่าจะฟื้นปีหน้า แต่จริงๆ แล้วปลายปีนี้พอจะมองเห็น ตัวเลขมันดีขึ้นมาอีกนิดหนึ่ง แต่การจ้างงานยังไม่ดีขึ้น เพราะการจ้างงานมันเป็นผลของความเสียหาย ต้องใช้เวลา"
"กานต์" ชี้ชัดว่า ปัจจัยที่เป็นบวกมากๆ ในช่วงนี้คือดอกเบี้ยและราคาน้ำมัน ที่ก่อนหน้านี้เคยขึ้นไปถึง 140 เหรียญ/บาร์เรล วันนี้ 60 เหรียญ/บาร์เรลก็ยังไปได้ และคิดว่าจะอยู่ระดับนี้ไปจนถึงสิ้นปี ขณะที่ก่อนหน้านี้ SCG ประเมินว่าสถานการณ์ราคาน้ำมันจะอยู่ในระดับ 75 เหรียญ/บาร์เรล นโยบายและแผนงานต่างๆ จึงใช้ฐานตัวเลขราคาน้ำมันที่ 75 เหรียญ/บาร์เรล ดังนั้นเมื่อราคาน้ำมันปรับตัดลดลง ก็ส่งผลดีทำให้ต้นทุนของ SCG น้อยลงตามไปด้วย
ส่วนเศรษฐกิจไทย เนื่องจากอิงส่งออกประมาณ 60% ของจีดีพี จึงอาจยังได้รับผลกระทบจากวิกฤตโลก แต่ช่วงปลายปีน่าจะค่อยๆ ดีขึ้น โดยสิ่งที่ต้องทำคือให้คอนซูเมอร์เริ่มมีบริโภค กับการใช้จ่ายงบประมาณของภาครัฐ
การแก้วิกฤตของรัฐบาลผมว่าแนวทางก็ใช้ได้ เท่าที่ฟังจากอินเวสเตอร์ทั่วไป ข้อมูลจากทางกระทรวงการคลังก็ชัดเจน ที่พูดตรงๆ ว่าจะเป็นอย่างงี้ มีดาต้ามา ผมว่าอันนี้ดี ก็คิดว่าไปได้ แต่ต้องทำให้การใช้งบประมาณมีประสิทธิภาพ ข้าราชการต้องช่วยเต็มที่ ต้องช่วยจริงๆ และต้องเดินหน้านโยบายให้เป็นไปตามเวลาที่กำหนดด้วย ไม่งั้นเอฟเฟ็กทีฟก็จะน้อยลง
"เรื่องการลงทุนใหม่ถ้าจะมี ก็น่าจะอีกสักปีสองปี เพราะตอนนี้ซัพพลายเยอะ ดีมานด์ยังไม่ถึง ในแง่ของเราเอสซีจี เราก็ชัดเจนว่าในแง่ของการลงทุนเราชะลอการลงทุน ถ้าเป็นการลงทุนระยะยาว แต่มองหาลู่ทางที่จะทำให้เม็ดเงินที่เราใส่เข้าไป รีเทิร์นกลับมาได้ทันที ทั้งในแง่ยอดขาย รายได้ต่างๆ อีกอย่างเราก็ไม่ต้องการจะเพิ่มกำลังผลิตขึ้นมาในโลก เพราะมันก็ไม่ได้ใช้อยู่ดี ก็ไปดูตัวบิสซิเนสที่มันมีตลาดอยู่แล้ว แทนที่จะเริ่มสร้างใหม่ ดูทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นปิโตรเคมี ซีเมนต์ วัสดุก่อสร้าง กระดาษ แต่ต้องใช้เวลานิดหนึ่ง"
การจัดทำแผนธุรกิจที่ "กานต์" ใช้คำว่า very conservative ทุกครั้งช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ ทำให้เขามั่นใจว่ารอบนี้ไม่มีอะไรเหนือบ่ากว่าแรงที่จะรับมือไม่ได้ ตรงกันข้ามการประเมินสถานการณ์ล่วงหน้าไว้เลวร้ายกว่าที่เป็นจริง ถึงวันนี้ทำให้เลยเรื่องที่น่าจะหนักก็กลับกลายเป็นเบา
ที่มา : หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 18 พฤษภาคม 2552