ดึงกองทุนฯพยุงราคาน้ำมัน ให้1เดือนขึ้นภาษีสรรพสามิต
"วรรณรัตน์" สั่งกองทุนน้ำมันฯรับภาระการขึ้นภาษีสรรพสามิตน้ำมันอีกลิตรละ 2 บาท ย้ำใช้เป็นการชั่วคราว อาจให้เวลาประชาชนปรับตัวไม่เกิน 1 เดือน ก่อนที่กองทุนจะจัดเก็บเงินเข้ากองทุนชดเชยส่วนต่าง เข้าลักษณะใช้ก่อนผ่อนทีหลัง เหมือนที่ใช้กับมาตรการ 6 เดือนครั้งที่ผ่านมา ป้องกันประชาชนเดือดร้อนระยะแรก พอชินแล้วค่อยขยับขึ้นทีหลัง
ผู้สื่อข่าว "ประชาชาติธุรกิจ" รายงานการปรับขึ้นอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันอีกลิตรละ 2 บาทที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่เวลา 24.00 น.ของวันที่ 8 พฤษภาคมเป็นต้นไปนั้น ในระยะสั้นกระทรวงการคลังเชื่อว่า จะไม่มีผลกระทบต่อประชาชนมากนัก เนื่องจากรัฐบาลจะนำเงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีอยู่ประมาณ 20,000 ล้านบาทเข้าไปแทรกแซงราคา
น้ำมันในช่วงระยะเวลาสั้นๆ โดยการปรับขึ้นอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันในครั้งนี้ หากนำไปรวมกับการปรับขึ้นภาษีสุรา เบียร์ และบุหรี่ จะทำให้รัฐบาลมีรายได้เพิ่มขึ้นอีกปีละ 70,000 ล้านบาท
"ถ้ากลับไปดูนโยบายทางด้านพลังงานจะเห็นว่า รัฐบาลนี้ไม่มีนโยบายที่สนับสนุนให้มีการใช้น้ำมันในราคาถูกๆ ในระยะยาวจะต้องมีการปรับโครงการของการใช้พลังงานกันใหม่ โดยสนับสนุนให้ประชาชนหันไปใช้พลังงานทดแทนกันให้มากขึ้น และคงจะเป็นไปไม่ได้ที่ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกจะอยู่ที่ 50 เหรียญต่อบาร์เรล หากเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวเมื่อไหร่ ราคาน้ำมันจะต้องปรับตัวสูงขึ้นมาอย่างแน่นอน ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องเตรียมตัวกันตั้งแต่วันนี้ โดยใช้โอกาสนี้ปรับราคาน้ำมันขึ้นมาบ้าง มิฉะนั้นก็ไม่มีใครลงทุนผลิตเอทานอลเพราะไม่คุ้ม" นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกล่าว
ที่ผ่านมากระทรวงการคลังได้มีการออกกฎกระทรวงประกาศปรับขึ้นอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันและบุหรี่ไปจนเกือบเต็มเพดานที่กฎหมายกำหนดแล้ว โดยน้ำมัน มีเพดานอยู่ที่ 5 บาทต่อลิตร และบุหรี่อยู่ที่ 80% เพราะฉะนั้นในการดำเนินการปรับอัตราภาษีในครั้งนี้ จึงต้องออกเป็นพระราชกำหนดเพื่อปรับขึ้นอัตราภาษี
กองทุนน้ำมันฯจะรับภาระแค่ 1 เดือน
นายแพทย์วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" หลังจากที่กระทรวงการคลังประกาศปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตน้ำมันว่า เพื่อชะลอภาระของประชาชนที่จะส่งผลไปถึงราคาจำหน่ายน้ำมันหน้าสถานีบริการ กระทรวงพลังงานจึงใช้กลไกของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาช่วย โดยการลดอัตราการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯในอัตราที่ "เท่ากับ" การปรับขึ้นภาษีสรรพสามิต เพื่อไม่ให้มีการปรับขึ้นราคาน้ำมันและยืนยันว่าสถานะของกองทุนน้ำมันฯยังสามารถรับภาระได้
โดยขณะนี้กองทุนมีเงินสดสุทธิอยู่ที่ 15,000 ล้านบาท หลังจากมีการประกาศพระราชกฤษฎีกาออกมาอย่างเป็นทางการแล้ว กระทรวงพลังงานจะหารือหน่วยงานภายในที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเพื่อวางแผนการใช้จ่ายของกองทุนน้ำมันฯ รวมถึงภายหลังจากการลดเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันฯสิ้นสุดลงจะมีการกำหนดช่วงเวลาอัตราที่เหมาะสมที่จะเก็บเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันฯให้อยู่ในระดับปกติต่อไปด้วย
"การชะลอการขึ้นราคาน้ำมันครั้งนี้จะใช้ชั่วคราวเท่านั้น ซึ่งอาจจะกินเวลาเพียง 1 เดือน และวิธีการเหมือนกับครั้งที่แล้วในมาตรการ 6 เดือน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่ลดการเก็บภาษีสรรพสามิต พอถึงช่วงที่ต้องเก็บภาษีสรรพสามิตตามเดิม กองทุนน้ำมันฯก็เข้ามาชะลอ ผลกระทบให้ประชาชน วิธีปฏิบัติเหมือนกัน" นายแพทย์วรรณรัตน์กล่าว
สำหรับสถานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง จากรายงานของสถาบันบริหารกองทุนพลังงานล่าสุด (7 เม.ย.) เงินสดในบัญชีแบ่งเป็นเงินฝากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ในโครงการส่งเสริมการปลูกปาล์ม 10 ปี จำนวน 500 ล้านบาท หรือมีเงินคงเหลือในบัญชี 22,181 ล้านบาท ยังมีหนี้สินกองทุนน้ำมันฯรวม 2,776 ล้านบาท แบ่งเป็นหนี้เงินชดเชยน้ำมันเชื้อเพลิง (ม.ค.47-ก.ค.48) จำนวน 168 ล้านบาท, หนี้เงินชดเชยก๊าซปิโตร เลียมเหลว 215 ล้านบาท, หนี้เงินชดเชยน้ำมันดีเซล/น้ำมันดีเซล B5 และน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 รวม 1,631 ล้านบาท, หนี้เงินชดเชยการผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงมาตรฐาน ยูโร 4 338 ล้านบาท, หนี้เงินชดเชยอื่นๆ 12 ล้านบาท รวมถึงงบฯบริหารและโครงการซึ่งได้รับอนุมัติแล้ว 410 ล้านบาท
ทั้งนี้ยังไม่รวมหนี้เงินชดเชยสำหรับก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) ที่บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ต้องนำเข้าจากต่างประเทศในช่วงปี 2551 ที่ผ่านมารวม 7,806 ล้านบาท ซึ่งมติของคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2552 ที่ผ่านมา แบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ ส่วนที่ 1 เงินที่ต้องชดเชยจากการนำเข้าเฉพาะช่วงปี 7,733 ล้านบาท และกำหนดจ่ายคืนได้ทั้งหมดภายในระยะเวลา 2 ปี ซึ่งส่วนหนึ่งได้เริ่มทยอยจ่ายคืนไปแล้วในเดือนเมษายน 2552 ที่ผ่านมา
รายรับกองทุนน้ำมันฯยังดีอยู่
ด้านนายศิวะนันท์ ณ นคร ผู้อำนวยการสถาบันบริหารกองทุนพลังงาน (องค์การมหาชน) หรือ สบพ. กล่าวว่า สำหรับเงินสดสุทธิของกองทุนน้ำมันฯทั้งหมดอยู่ที่ 15,000 ล้านบาทนั้น ได้หักหนี้ที่ต้องจ่ายคืนให้กับ ปตท.ที่เกิดจากการนำเข้าก๊าซ LPG จำนวนกว่า 7,800 ล้านบาทไปแล้ว ในขณะเดียวกันกองทุนน้ำมันฯยังมีเงินไหลเข้าที่เก็บจากผู้ใช้น้ำมันทุกลิตรเฉลี่ยที่ 3,500-3,700 ล้านบาท/เดือน ซึ่งถือว่าอยู่ในภาวะปกติ
ภายหลังจากที่มีความกังวลว่าภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงจะทำให้ความต้องการใช้น้ำมันลดลงจนส่งผลกระทบต่อรายได้ของกองทุนน้ำมันฯนั้น ขณะนี้ถือว่าไม่ส่งผลกระทบแต่อย่างใด ที่สำคัญหนี้ที่ค้างชำระที่เกิดจากการชดเชยราคาน้ำมันที่ผ่านมาขณะนี้ไม่มีค้างอยู่แล้ว ฉะนั้นกองทุนน้ำมันฯจึงมีศักยภาพทางการเงินที่พอจะไปช่วยรับภาระแทนผู้ใช้น้ำมันได้
"เชื่อว่าระยะเวลาการเข้าไปช่วยของกองทุนน้ำมันฯคงเป็นช่วงสั้นๆ เหมือนกับช่วงที่กองทุนน้ำมันฯเข้าไปช่วยชะลอผลกระทบจากการปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตครั้งก่อน แต่ทั้งนี้ท้ายสุดประชาชนผู้ใช้น้ำมันจะต้องกลับมาจ่ายเงินคืนกองทุนน้ำมันฯ ซึ่งอาจจจะรับเต็มๆ ในช่วงแรก หลังจากนั้นก็จะกลับสู่การเก็บภาษีน้ำมันในอัตราปกติ" นายศิวะนันท์กล่าว
สำหรับโครงสร้างราคาน้ำมันในปัจจุบันมีการเก็บเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจากน้ำมันแต่ละประเภท แบ่งเป็นน้ำมันเบนซิน 95 เก็บอยู่ที่ 7 บาท/ลิตร น้ำมันเบนซิน 91 เก็บอยู่ที่ 5.7 บาท/ลิตร น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 (E10) เก็บที่ 2.35 บาท/ลิตร น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 เก็บอยู่ที่ 1.75 บาท/ลิตร ด้านน้ำมันแก๊สโซออล์ 95 (E20) ไม่มีการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ แต่ใส่เงินเข้าไปชดเชยราคาแทนที่ 0.30 บาท/ลิตร น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว เก็บอยู่ที่ 1.7 บาท/ลิตร น้ำมันไบโอดีเซล (B5) ใส่เงินเข้าไปชดเชยอยู่ที่ 0.20 บาท/ลิตร
แนวโน้มน้ำมันโลกพุ่งต่อ
ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกวิ่งใกล้ทะลุระดับ 58 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยได้แรงบวกจากความคาดหวังที่ว่า ความต้องการจะเพิ่มขึ้น หลังมีสัญญาณเศรษฐกิจฟื้นตัว โดยราคาน้ำมันดิบไลต์ครูดของสหรัฐ กำหนดส่งมอบเดือนมิถุนายน ปรับราคาขึ้นอีก 1.58 ดอลลาร์ไปที่ 57.92 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ระหว่างการซื้อขายในตลาดล่วงหน้ายุโรป
นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า แนวโน้มราคาในระยะสั้นยังคงสดใส อันเนื่องมาจากมีปัจจัยบวกสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ตัวเลขการยื่นขอรับผลประโยชน์ผู้ว่างงานในสหรัฐ ประจำสัปดาห์ที่สิ้นสุด 2 พฤษภาคมออกมาต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้มาก ซึ่งชี้ว่าภาวะถดถอยกำลังชะลอความรุนแรงสู่ระดับปานกลาง อีกทั้งยังมีสัญญาณการฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจบางตัวเกิดขึ้นในสหรัฐ ซึ่งถือเป็นผู้บริโภคน้ำมัน รายใหญ่สุดของโลก ประกอบกับมีรายงานด้วยว่า สหรัฐจะจัดหาน้ำมันดิบมาเติมในคลังสำรองทางยุทธศาสตร์เพิ่มอีก 2.2 ล้านบาร์เรล ในอนาคตอันใกล้
แอนดี ลิโพว์ ผู้เชี่ยวชาญและผู้บริหาร ลิโพว์ ออยล์ แอสโซซิเอตส์ ให้ความเห็นว่า ตลาดน้ำมันดิบโลกไม่ได้กังวลกับปัจจัย พื้นฐานตลาดน้ำมันดิบมากนัก แต่กำลังมองไปข้างหน้าที่ภาพรวมแนวโน้มทางเศรษฐกิจ และจับสัญญาณต่างๆ จากตลาดหุ้น
"ราคาน้ำมันดิบตลอดสัปดาห์ปรับตัวอย่างแข็งแกร่ง ด้วยมองเห็นความหวังจากการฟื้นตัวของความต้องการพลังงาน แต่กระนั้นราคายังห่างไกลจากระดับสูงสุด 147 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเมื่อเดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว" นายลิโพว์คาดการณ์
ในส่วนแนวโน้มระยะยาว นักวิเคราะห์บางรายคาดการณ์ว่า ราคาน้ำมันดิบโดยเฉลี่ยในอีก 2 ปีข้างหน้าจะอยู่ที่ 60-70 ดอลลาร์ต่อบาเรล
(ที่มา : หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 11 พฤษภาคม 2552) |