ปตท.สผ. ไตรมาสแรก กำไรหดวูบ 35% เหลือ 5,746 ล้านบาท ผลจากวิกฤตเศรษฐกิจโลกฉุดราคาน้ำมันดิบโลกดิ่งฮวบ

นายอนนต์ สิริแสงทักษิณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (ปตท.สผ.) รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 1 สิ้นสุดเดือน มี.ค. 2552 ก่อนสอบทาน ปรากฏว่า มีกำไรสุทธิ 5,746.26 ล้านบาท กำไรสุทธิต่อหุ้น 1.74 บาท เทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนมีกำไรสุทธิ 8,904.71 ล้านบาท กำไรสุทธิต่อหุ้น 2.70 บาท หรือปรับลดลง 35%
บริษัทระบุว่า ผลการดำเนินงานในไตรมาสแรกปีนี้ บริษัทมีรายได้รวม 26,522 ล้านบาท ลดลงเมื่อเทียบกับงวดเดียวกันปีก่อนที่มี 28,374 ล้านบาท เป็นผลจากราคาขายผลิตภัณฑ์เป็นเงินดอลลาร์ลดลงเหลือ 37.04 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากงวดเดียวกันของปีก่อน 48.24 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
นายอนนต์ สิริเเสงทักษิณ
อย่างไรก็ตาม ปริมาณการขายในไตรมาสนี้เพิ่มขึ้นเป็น 217,194 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวันเมื่อ เปรียบเทียบกับปริมาณการขายไตรมาสเดียวกันของปีก่อนที่ 182,431 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน โดยปริมาณขายที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่มาจากการขายก๊าซธรรมชาติและคอนเดนเสทของโครงการอาทิตย์ รวมถึงการขายก๊าซธรรมชาติและน้ำมันดิบของโครงการเวียดนาม 9-2 และโครงการจี 4/43 ซึ่งเริ่มผลิตใน ระหว่างปีที่แล้ว
อย่างไรก็ตาม ปริมาณการขายก๊าซธรรมชาติและคอนเดนเสทของโครงการบงกช และ โครงการไพลิน รวมทั้ง ปริมาณการขายก๊าซธรรมชาติของโครงการยาดานาและโครงการบี 8/32 และ 9เอ ลดลงในไตรมาสนี้
สำหรับไตรมาสนี้ ปตท.สผ. และบริษัทย่อยรับรู้ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนจำนวน 405 ล้านบาท ขณะที่ไตรมาสเดียวกันของปีก่อนรับรู้กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนจำนวน 780 ล้านบาทตาม การเปลี่ยนแปลงของค่าเงินบาท ปตท.สผ.และบริษัทย่อย มีค่าใช้จ่ายในไตรมาสนี้รวมทั้งสิ้น 15,255 ล้านบาท เมื่อเทียบ กับไตรมาสเดียวกันของปีก่อนจำนวน 12,591 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2,664 ล้านบาทหรือ 21%
ปัจจัยและอิทธิพลหลักที่อาจมีผลต่อการดำเนินงาน วิกฤตการณ์ทางการเงินของโลกส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ทั่วโลก และส่งผลให้ความต้องการน้ำมัน และราคาน้ำมันปรับตัวลดลง ปัจจุบันนักวิเคราะห์ต่าง คาดการณ์ความรุนแรงของภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจแตกต่างกันออกไป ซึ่งการคาดการณ์ ดังกล่าวส่งผลทางจิตวิทยาต่อแนวโน้มความต้องการพลังงานและราคาน้ำมัน หากภาวะถดถอยนี้ ยืดเยื้อออกไปจะมีผลทำให้ราคาน้ำมันคงตัวอยู่ในระดับต่ำยาวนานขึ้น
นอกจากนี้ ภาวะถดถอย ทางเศรษฐกิจ และราคาน้ำมันยังส่งผลทำให้บริษัทน้ำมันต่างๆ พิจารณาชะลอการลงทุนรวมทั้ง ปรับลดต้นทุนในการดำเนินการ ซึ่งส่งผลทำให้อัตราการใช้สินค้าและบริการสำหรับธุรกิจสำรวจ และผลิตปิโตรเลียมตลอดจนราคามีแนวโน้มปรับตัวลดลง
อย่างไรก็ตาม เพื่อตอบสนองกับภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ ที่ความต้องการและราคา น้ำมันมีการปรับตัวลดลง และสภาพตลาดสินค้าและบริการที่เปลี่ยนไป ปตท. สผ. ได้มีแนวทางปรับปรุง การดำเนินงาน ดังนี้
จัดการต้นทุนการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดย ปตท.สผ. ได้เร่งรัดทบทวน ระบบและแผนงานของโครงการต่างๆ เพื่อหาแนวทางลดต้นทุนจากการประสานผลประโยชน์และใช้ ทรัพยากรร่วมกัน โดยได้ใช้บุคลากรจากฝ่ายต่างๆ ร่วมกันระดมสมองในการจัดการต้นทุนเพื่อให้เกิด ประสิทธิภาพสูงสุดในการดำเนินงาน และ ปตท.สผ. ยังได้ปรับเปลี่ยนวิธีการจัดหาสินค้าและบริการให้ เหมาะสมกับสภาวการณ์ของตลาด รวมทั้งได้ปรับเปลี่ยนอุปกรณ์การผลิตหลักในโครงการต่างๆ ให้เป็น มาตรฐานเดียวกัน เพื่อเพิ่มปริมาณการสั่งซื้อต่อครั้ง และเป็นการเพิ่มอำนาจต่อรองในการจัดหา
นอกจากนี้ ยังได้มีการมองหาตลาดใหม่ในการจัดหาสินค้าและบริการเพิ่มเติมจากแหล่งที่มีอยู่เดิม และมีการทบทวนสัญญาเพื่อให้ได้ข้อตกลงที่เกิดประโยชน์ร่วมกันทั้งสองฝ่าย นอกจากนั้นแล้ว ยังมีการจัดกิจกรรมภายในองค์กรเพื่อรณรงค์หาทางลดต้นทุนในการดำเนินงาน เพื่อสร้างจิตสำนึกให้พนักงานได้ ตระหนักถึงความสำคัญของการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ปรับแผนการพัฒนาโครงการโดยพิจารณาระยะเวลาของการพัฒนาโครงการให้เหมาะสม และ สอดคล้องกับความต้องการพลังงานของประเทศ โดยได้ประสานงานกับผู้ซื้อและหน่วยงานของรัฐ เพื่อร่วมกัน วางแผนและคาดการณ์ความต้องการปิโตรเลียม ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เพื่อที่จะสามารถพัฒนาการผลิตจาก แหล่งต่างๆ ให้มีความคุ้มค่าในเชิงพาณิชย์สอดคล้องกับความต้องการของตลาดได้ดียิ่งขึ้น
ปรับแผนการลงทุนในโครงการ (Portfolio Management) และกำหนดแผนการขยาย ธุรกิจ รวมทั้งกำหนดกลุ่มประเทศและธุรกิจที่จะเข้าไปลงทุนให้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น โดยพิจารณา ทั้งด้านความเสี่ยง ผลตอบแทนการลงทุน และกระแสเงินสดในการดำเนินงาน
โดยจะให้ความสำคัญกับ การลงทุนหรือขยายธุรกิจในโครงการที่สอดคล้องกับแผนกลยุทธ์เป็นอันดับแรก นอกจากนี้ ยังมุ่งเน้นให้มี การจัดสรรเงินลงทุนตลอดจนทรัพยากรในโครงการต่างๆ ตามลำดับความสำคัญของโครงการอีกด้วย
ขณะที่ บล.นครหลวงไทย ออกบทวิเคราะห์ระบุว่า กำไร ปตท.สผ.ออกมาลดลง 35% มากกว่าที่คาดการณ์ 14% ซึ่งเป็นผลจากราคาขายเฉลี่ยผลิตภัณฑ์ที่ลดลง 23% เป็น 37.04 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สำหรับปริมาณการผลิตปิโตรเลียมยังคงเพิ่มขึ้น 19% จากการผลิตของแหล่งอาทิตย์และเวียดนาม 9-2
อย่างไรก็ตาม บริษัทยังคงประมาณการกำไรปกติทั้งปีนี้ที่ 24,062 ล้านบาท ตามเดิม เนื่องจากคาดว่าการฟื้นตัวของผลประกอบการจะเริ่มเห็นในไตรมาส 4 ปีนี้ จากการฟื้นตัวของราคาน้ำมันและการผลิตของโครงการใหม่ คือ มอนทารา และ MJTDA
(ที่มา : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ วันที่ 29 เมษายน 2552)