PTTAR เชื่อมั่นวงจรธุรกิจอุตสาหกรรมปิโตรเคมีผ่านจุดต่ำสุดแล้ว ราคาผลิตภัณฑ์ปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ตามความต้องการของจีน
ซึ่งเป็นผู้บริโภครายใหญ่ของโลก มั่นใจปีนี้พลิกทำกำไร ไม่มี Stock loss ขอเวลาสะสมทุน 2 ปี ก่อนลุยลงทุนต่างประเทศโดยเฉพาะตะวันออกกลาง

วงจรธุรกิจของอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ในมุมมองของ "ชายน้อย เผื่อนโกสุม" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท.อะโรเมติกส์และการกลั่น (PTTAR) ในวันนี้ได้ผ่านจุดต่ำสุดแล้ว หลังจากที่ธุรกิจปิโตรเคมีผ่านความเลวร้าย จากวิกฤติการเงินและวิกฤติเศรษฐกิจโลกที่เล่นงานจนอ่วมในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน
ชายน้อย มองว่า ภาพรวมเศรษฐกิจโลก แม้จะมีปัญหาอยู่ในสหรัฐอเมริกา และยุโรป แต่ในภูมิภาคเอเชียค่อนข้างจะนิ่ง จากการที่ประเทศจีนได้อัดฉีดเม็ดเงินจำนวนมหาศาลเข้ามากระตุ้น ขณะที่ราคาน้ำมัน ที่เป็นแปรสำคัญของธุรกิจปิโตรเคมี สามารถยืนได้เหนือระดับ 45-50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และเชื่อว่าตลอดทั้งปีจะต้องยืนเหนือระดับนี้ จะส่งผลดีต่อผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวเนื่อง
เพราะหากราคาน้ำมันลงไม่แรง จะมีการกลับมาซื้อพาราไซลีนมากขึ้น ขณะที่ราคาเบนซีนจะขึ้นช้ากว่า ซึ่งช่วงต้นปีนี้ค่อนข้างนิ่ง มาร์จินน้อย พอมาเดือนมี.ค. 2552 ภาพชัดเจนว่า มีความต้องการกลับเข้ามามาก ทำให้ราคาพาราไซลีน จากต้นปีอยู่ที่ 600 ดอลลาร์ต่อตัน ค่อยๆ ขึ้นมาเป็น 800 ดอลลาร์ต่อตัน จนถึงวันนี้ ราคาขึ้นยืนระดับ 1 พันดอลลาร์ต่อตัน ซึ่งเป็นผลมาจากความต้องการจากจีนเพิ่มขึ้น และโรงงานเดิมๆ ปิดไปในช่วงที่มาร์จินต่ำๆ
"ผมมองว่าน่าจะผ่านจุดต่ำสุดแล้ว โดยเฉพาะสายอะโรเมติกส์ ซึ่งตอนนี้ราคาขึ้นมาเยอะมากภายใน 1 เดือนขึ้นมาเยอะมากจนน่าตกใจ สาเหตุที่ขึ้นได้จากคนหยุดการผลิต และดีมานด์จากจีนเข้ามา เพราะมีแรงสนับสนุนจากรัฐบาล เป็นสินค้าส่งออกที่เขาต้องการอยู่สั่งนำเข้ามาก รวมทั้งมีการเก็บสต็อกใหม่ เราคงต้องติดตามดูครึ่งปีหลัง แต่มองว่าแนวโน้มไม่น่าจะเลวร้ายไปกว่านี้ ซึ่งมีคนมาไล่ซื้อในราคาสูงอย่างต่อเนื่อง เชื่อว่าราคาน่าจะยืนได้ที่ระดับ 800-900 ดอลลาร์"
PTTAR ประกอบธุรกิจโรงกลั่นน้ำมัน จำหน่ายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมสำเร็จรูป และผลิตภัณฑ์อะโรเมติส์ ได้แก่ เบนซีน พาราไซลีน ออร์โธไซลีน โทลูอีน และมิกซ์ไซลีนส์ มีกำลังการกลั่น 2.8 แสนบาร์เรลต่อวัน และมีกำลังการผลิตอะโรเมติกส์ 2.2 ล้านตันต่อปี มีบริษัท ปตท.(PTT) ถือหุ้นใหญ่ 48.66% ผลประกอบการปี 2551 PTTAR ขาดทุนสุทธิ 8.46 พันล้านบาท ลดลงจากงวดเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไร 18,018 ล้านบาท
"ตอนนี้สถานการณ์ของเรามีแนวโน้มที่ดีขึ้นจากปีก่อน โดยจะเริ่มฟื้นตัวตั้งแต่ไตรมาสแรกของปีนี้ ซึ่งมั่นใจว่าจะสามารถพลิกกลับเป็นกำไร และยืนยันว่าจะไม่มีผลกระทบจากตัวเลขการขาดทุนสต็อกน้ำมันอีกแล้ว"
ขณะเดียวกันราคาผลิตภัณฑ์อะโรเมติกส์ ทั้งพาราไซลีน และเบนซีนที่สูงขึ้นจากช่วงไตรมาส 4 ปี 2551 ผลิตภัณฑ์ขั้นกลางและขั้นปลายที่ได้ชะลอการสั่งซื้อไปก่อนหน้านี้ ขณะนี้ได้คำสั่งซื้อกลับมาแล้ว เพื่อสะสมเป็นวัตถุดิบในการผลิต รวมทั้งการลดกำลังการผลิตของผู้ผลิตอะโรเมติกส์ และการหยุดซ่อมบำรุงในสหรัฐ ทำให้อุปทานตึงตัวมาก ส่งผลให้ราคาพาราไซลีนปรับขึ้นสูงกว่า 1,000ดอลลาร์ต่อตัน และเบนซีนฟื้นตัวขึ้นเป็น 575 ดอลลาร์ต่อตัน
ลุ้นรายได้ปีนี้โต 50%
ชายน้อย บอกว่า ภาพรวมของ PTTAR จะเห็นแนวโน้มที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน ในงวดครึ่งปีแรก เนื่องจากกระแสเงินสดจะเริ่มทยอยกลับเข้ามา หลังจากการลงทุนใหญ่ๆ เรียบร้อย ทำให้กำลังการผลิตอะโรเมติกส์เพิ่มขึ้นประมาณ 50-70% จากปีก่อน และกำลังการผลิตของการกลั่นเพิ่มขึ้น 40% จากปีก่อน หากสมมติฐานว่าราคาผลิตภัณฑ์ปีนี้ยืนใกล้เคียงกับปีก่อนรายได้จะเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 50% เพราะกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้น แต่ปัจจุบันราคาอะโรเมติกส์ปรับสูงกว่าปีก่อน และคงต้องดูว่าครึ่งปีหลังจะมีทิศทางอย่างไร แต่ยังเชื่อว่ารายได้และกำไรน่าจะดีกว่าปีก่อนอยู่แล้ว
"วันนี้ทิศทางธุรกิจดีกว่าที่คาดไว้ ตอนแรกคิดว่าช่วงครึ่งปีแรก คงต้องเหนื่อย แต่ปรากฏว่าในเดือนมีนาคม ราคาผลิตภัณฑ์ปรับตัวดีขึ้น ช่วยให้ภาระเบาะลง และธุรกิจปิโตรเคมี น่าจะเป็นตัวดึงให้เราฟื้นตัวจากปีที่แล้ว โดยเฉพาะปีนี้ไม่มีการขาดทุนจากการสต็อกน้ำมันแล้ว และมีการบริหารความเสี่ยง โดยมีการทำสัญญาป้องกันความเสี่ยงไว้ประมาณ 20% อย่างไรก็ตามระดับมาร์จินดีก็น่าจะดีขึ้นมา แม้ว่ามาร์จินของโรงกลั่นตอนต้นปีดูไม่ค่อยดี แต่ปัจจุบันเริ่มกลับมาดีขึ้น"
สะสมทุน 2 ปีลุยแดนอาหรับ
เมื่อสถานการณ์โดยรวมกำลังจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ แผนการดำเนินธุรกิจระยะยาวที่ถูกวางไว้ กำลังเดินหน้าอย่างเป็นขั้นตอน ชายน้อย บอกว่า ตอนนี้การกลั่นเดินกำลังการผลิตได้เต็มที่ ขณะที่การผลิตอะโรเมติกส์ มีกำลังการผลิตประมาณ 80% หากนำมาเปรียบเทียบบริษัทที่ดำเนินธุรกิจเดียวกันพบว่า PTTAR มีกำลังการผลิตของอะโรเมติกส์อยู่ในอันดับ 5 ในเอเชีย ขณะที่โรงกลั่นขนาดใกล้เคียงกับบริษัทไทยออยล์ (TOP)
คณะกรรมการบริษัทจึงได้มอบหมายให้ผู้บริหารที่มีส่วนเกี่ยวข้องได้ศึกษาช่องทางในการเข้าไปมีบทบาทในการกำหนดราคาผลิตภัณฑ์ในตลาดต่างประเทศมากขึ้น และในส่วนของธุรกิจโรงกลั่นนั้น ตั้งเป้าหมายที่จะรักษาส่วนแบ่งตลาดไว้ในระดับเท่าเดิม รวมถึงศึกษาแผนการขยายการลงทุนในอนาคต ซึ่งเชื่อว่าภายใน 1-2 ปีข้างหน้าอาจจะได้เห็น PTTAR เข้าไปลงทุนในประเทศแถบตะวันออกกลาง
"หากพีทีทีเออาร์ยังดำเนินธุรกิจเหมือนในปัจจุบัน ภายใน 1-2 ปีนี้ เราจะพยายามเข้าไปมีบทบาทในการมีส่วนร่วมในการกำหนดราคาผลิตภัณฑ์ในตลาดต่างประเทศมากขึ้น และมีแผนจะไปลงทุนในประเทศตะวันออกกลาง ซึ่งแต่เดิมเคยมีนักลงทุนชักชวนให้ไปลงทุน แต่ก่อนหน้านี้มองว่ายังไม่พร้อม แต่ ณ วันนี้กำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้น ถือว่ามีความพร้อม เพียงแต่รอจังหวะเศรษฐกิจให้ฟื้นตัว เวลาที่เหลือสะสมเงินทุนไปก่อน"
ยันหมดปัญหาเรื่องสภาพคล่อง ชายน้อย บอกว่า แผนการเสนอขายหุ้นกู้วงเงิน มูลค่า 1.5 หมื่นล้านบาทของบริษัท คาดว่าจะเสนอขายได้ในเดือนนี้ เงินที่ได้ จะนำเงินไปชำระคืนหนี้ระยะสั้นอายุ 1 ปี มีมูลค่าประมาณ 1 หมื่นล้านบาท ทำให้หนี้ระยะสั้นเหลือประมาณ 4-5 พันล้านบาท จากเงินกู้ทั้งหมดมูลค่า 6 หมื่นล้านบาท และอาจจะมีเงินสดสำรองไว้ประมาณ 400-500 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นวงเงินที่จะเก็บสำรองไว้ใช้
ดังนั้นเมื่อมีหุ้นกู้ดังกล่าวเข้ามาประกอบกับกระแสเงินสดที่จะเพิ่มขึ้นจากกำลังการผลิตที่มากขึ้น น่าจะทำให้บริษัทไม่มีปัญหาเรื่องสภาพคล่องทางการเงิน
"Cash flow วันนี้ผมไม่หนักใจ และมั่นใจ Stock loss ไม่มีแล้ว โครงสร้างธุรกิจเราวันนี้ไม่เหมือนปีที่แล้ว กำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นมาก ความสามารถทำให้รายได้เพิ่มขึ้นมากกว่า 50-70% แม้มาร์จินจะไม่สูง เราก็ยังมีความสามารถในการแข่งขัน และทำกำไรได้ดีกว่าเดิม สัดส่วนหนี้สินต่อทุนจะดีขึ้นเรื่อยๆ เพราะเงินที่ทำได้ก็จะไปลดหนี้ ปัจจุบันหนี้ต่อทุนอยู่ที่ 1 เท่า และจดลงอีกแน่นอน" เงินทุนรองรับเพียงพอ 3-5 ปี
เขากล่าวว่า หากทุกอย่างเป็นไปตามแผนที่วางไว้หุ้นกู้ที่ระดมทุนได้น่าจะเพียงพอ และไม่จำเป็นต้องกู้เงินเพิ่มอีกในระยะ 3-5 ปีข้างหน้า ยกเว้นอาจจะต้องมีการรีไฟแนนซ์เงินกู้ที่เป็นสกุลดอลลาร์ ที่จะครบกำหนดอายุในปี พ.ศ. 2555 ซึ่งต้องพิจารณาอีกครั้งขึ้นอยู่กับว่าจะมีจังหวะที่เหมาะสมหรือไม่
อย่างไรก็ตามการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ของบริษัท ไม่น่าจะเกิดขึ้นในระยะสั้น และปีนี้คาดว่าจะใช้เงินลงทุนไม่เกิน 180 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเหลือแต่เพียงโครงการปรับปรุงคุณภาพน้ำมันให้ได้มาตรฐานยูโร 4 ซึ่งอาจจะต้องเริ่มลงทุนปีนี้แต่ใช้เงินไม่มาก ปีแรกจะใช้เงินลงทุนประมาณ 20-30 ล้านดอลลาร์ ใช้เวลาก่อสร้าง 3 ปี
"ในระยะยาวเรามีแนวคิดที่จะเพิ่มศักยภาพในการขาย ผลิตภัณฑ์ประเภทอะโรเมติกส์ในระบบ Down Stream ซึ่งก่อนหน้านี้เคยคุยนักลงทุนญี่ปุ่น แต่ต้องชะลอไป เพราะภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกซบเซา น่าจะเป็นช่วงเวลาของการเร่งสร้างรายได้เก็บไว้ในอีก 1-2 ปี ก่อนที่จะตัดสินใจเข้าไปซื้อกิจการได้ เรามองไว้ในใจว่าจะโตไปทางไหน รอจังหวะให้พร้อมแล้วค่อยไปลงทุน เราต้องเตรียมความพร้อมไว้ เราเพิ่งจบโครงการใหญ่ ถ้าอีกประมาณ 1-2 ปี สร้างรายได้ไว้ตามเป้าหมาย ก็น่าจะพร้อมที่จะขยายงานต่อไปได้อีกการเป็นบริษัทขนาดใหญ่จะต้องมีการลงทุนในอนาคต"
สุดท้ายประเด็นนโยบายจากบริษัทแม่ คือ ปตท.ที่ต้องการให้บริษัทลูกที่อยู่ในสายผลิตภัณฑ์เดียวกันมีการควบรวมกิจการ เพื่อเพิ่มขีดการแข่งขัน เพิ่มความแข็งแกร่งทางการเงินนั้น ชายน้อย บอกว่า รูปแบบการควบรวมนั้นในเบื้องต้นยังไม่ได้สรุปว่าจะเลือกเป็นรูปแบบของการควบรวม หรือการทำธุรกิจร่วมกัน โดยใช้กระบวนการผลิตร่วมกัน ซึ่งคาด
(ที่มา : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 27 เมษายน 2552)
|