กทม.รับมือรัฐเก็บรายได้พลาดเป้า ปรับเป้างบฯรายจ่ายปี′53ลง10% พร้อมหาช่องทางใหม่เพิ่มรายได้ ดีเดย์ต.ค.เก็บภาษีน้ำมัน10ส.ต./ลิตร คาดมีรายได้เพิ่มปีละ1,000ล้าน
นายธีระชน มโนมัยพิบูลย์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เปิดเผยว่า จากที่รัฐบาลได้ปรับลดงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2553 ลง 2 แสนล้านบาท คาดว่าจะส่งผลต่องบประมาณอุดหนุนที่จะจัดสรรให้ กทม.ด้วย จากเดิมปีงบฯ 2553 กทม.มีแผนจะของบฯอุดหนุนจากรัฐบาล 20,000 ล้านบาท คาดว่าอาจถูกปรับลดลงต่ำกว่าที่เคยจัดสรรให้ทุกปี ปีละประมาณ 15,000-16,000 ล้านบาท
ดังนั้นในส่วนของงบฯรายจ่าย กทม.ปี 2553 ก็จะปรับลดลง 10% โดยตั้งไว้ที่ 40,000-41,000 ล้านบาท ต่ำกว่างบฯรายจ่ายปี 2552 นี้ ที่ตั้งไว้ 46,000 ล้านบาท ส่วนงบฯรายจ่ายปี 2551 อยู่ที่ 45,000 ล้านบาท ขณะเดียวกันคาดว่าประมาณการรายได้ กทม.ในปี 2552 จะต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 46,000 ล้านบาทด้วย เพราะรัฐบาลคงจัดเก็บภาษีได้ต่ำกว่าเป้า ในส่วนของ กทม.คาดว่าจะมีรายได้จากการจัดเก็บภาษี 42,000-43,000 ล้านบาทเท่านั้น
กทม.จึงจะแก้ไขปัญหาด้วยการปรับลดงบฯในส่วนของโครงการที่ยังไม่ก่อหนี้ออกไป เพื่อให้งบฯรายรับและรายจ่ายสมดุลกัน รวมทั้งเตรียมของบฯกลางปีโดยดึงเงินสะสมของที่มีอยู่ 3,000 ล้านบาท มากระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อใช้ในโครงการต่างๆ ที่จำเป็นเร่งด่วน เช่น การจ้างงาน จ่ายค่างวดรถดับเพลิง เป็นต้น โดยจะไม่มีโครงการใหม่ เช่น การตัดถนนใหม่ หากเส้นไหนยังไม่เวนคืนที่ดิน หรือชะลอได้ ก็จะโยกงบฯไปใช้โครงการอื่น จะมีเฉพาะโครงการต่อเนื่องและผูกพันงบฯเท่านั้น
นายธีระชน มโนมัยพบูลย์
รองผู้ว่าฯ กทม.
นอกจากนี้กทม.จะพยายามหาช่องทางเพิ่มรายได้ใหม่ๆ อย่างการบริหารทรัพย์สิน เช่น ให้เช่าสวนสาธารณะ เก็บภาษีอื่นๆ เช่น ภาษีน้ำมัน ภาษีบุหรี่ ภาษีโรงแรม อย่างไรก็ตามน่าจะมีความเป็นไปได้และสามารถจะจัดเก็บได้เลย คือภาษีน้ำมัน ซึ่ง พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการ กทม.ปี 2528 ให้อำนาจ กทม.จัดเก็บได้ลิตรละ 5 สตางค์ แต่ยังไม่เคยจัดเก็บ
ล่าสุดผู้บริหารได้ยกร่างข้อบัญญัติขอจัดเก็บภาษีน้ำมันเพิ่มเป็นลิตรละ 10 สตางค์ ซึ่งใน กทม.มีการจำหน่ายน้ำมันประมาณ 10,000 ล้านลิตร/ปี คาดว่าจะมีรายได้ปีละ 1,000 ล้านบาท โดยจะเสนอให้สภา กทม.พิจารณาภายในเดือนกรกฎาคมนี้ ตั้งเป้าเริ่มเก็บภาษีน้ำมันได้วันที่ 1 ตุลาคม 2552 โดยจะเร่งประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับทราบล่วงหน้า เพราะจะส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกเพิ่มขึ้นอีก 5-10 สตางค์/ลิตร นอกจากนี้จะแก้ไขกฎหมายขอจัดเก็บภาษีบุหรี่มวนละ 5-10 สตางค์ด้วย หากสำเร็จก็จะมีรายได้เข้ามาอีกปีละ 300 ล้านบาท ส่วนภาษีโรงแรมอาจจะยังไม่เก็บ เพราะจะกระทบต่อธุรกิจการท่องเที่ยวที่กำลังเผชิญปัญหาวิกฤต
(ที่มา : หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 24 เมษายน 2552) |